
NTF เดินหน้าขยายกำลังผลิตผลไม้พรีเมียม รับดีมานด์ส่งออก ตั้งเป้าปี 69 โต 60%
NTF เข้าซื้อขายในตลาด mai วันแรก มุ่งใช้เงินระดมทุนเสริมสภาพคล่องและขยายกำลังการผลิต รับคำสั่งซื้อผลไม้พรีเมียมที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมยกระดับมาตรฐานคุณภาพ สะท้อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนระยะยาว ตั้งเป้าปี 69 ธุรกิจเติบโตเพิ่ม 60% จากยอดขาย
นายวิชัย ศิระมานะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF บริษัทส่งออกผลไม้ไทยเกรดพรีเมียมชั้นนำ เปิดเผยว่า หลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ NTF มีเป้าหมายใช้เงินที่ได้รับเพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมุ่งเพิ่มปริมาณสินค้าด้วยเงินทุนหมุนเวียน รองรับกับปริมาณคำสั่งซื้อที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งลงทุนด้านเทคโนโลยีการควบคุมคุณภาพ อาทิ เครื่อง CT Scan เครื่องคัดแยกน้ำหนักบรรจุ เครื่องล้างและเป่าลมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้มีความแม่นยำ ลดความสูญเสีย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการส่งออกสินค้าพรีเมียมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการผลิตสินค้าคุณภาพ ถือเป็นจุดแข็งของ NTF ที่สามารถส่งมอบผลไม้ได้ตรงตามความต้องการของตลาดพรีเมียม ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว และช่วยยกระดับมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทย
ทั้งนี้ NTF เป็นผู้ส่งออกผลไม้สดเกรดพรีเมียม โดยเฉพาะทุเรียนที่เป็นสินค้าหลักของบริษัทกว่า 96% รองลงมาคือ มะพร้าว และลำไย ซึ่งทุกสินค้าผ่านระบบการคัดเกรดและควบคุมคุณภาพที่ได้ตามมาตรฐาน 202T ของ NTF เพื่อรองรับความต้องการของตลาดปลายทางทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพสินค้า และด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจส่งออกผลไม้สด ทำให้มีการเติบโตของรายได้ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา
ภายในปีนี้ NTF ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้ที่ประมาณ 2,900 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 183% จากปีก่อนสะท้อนถึงความต้องการผลไม้คุณภาพสูงในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโช่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพของ NTF ด้วย
สำหรับตลาดหลักของ NTF ได้แก่ ประเทศจีน ตลาดที่มีอัตราการบริโภคผลไม้พรีเมียมเติบโตและสม่ำเสมอ โดยสินค้าของ NTF จัดจำหน่ายให้กับผู้ค้าส่งผลไม้เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ค้าผลไม้ในหลายมณฑลของประเทศจีน ภายใต้แบรนด์ของ NTF ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการตลาดให้สอดคล้องในการจำหน่ายในต่างประเทศ ได้แก่ เหม่ย ลี่ (Mei LI), ไก่ ถึง ห่าว (Tai Ting Hao), โมมันไท่ (Mo Man Tai) และ มินิ (Mini) รวมถึงแบรนด์ที่พัฒนาร่วมกับลูกค้า ได้แก่ ไท่ จี้ (Tai Ji) และ จิน เยี่ยน (Jin Yan) และแบรนด์ลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลกอย่าง โดล (Dole)
นอกจากนี้ NTF มีแผนที่จะขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ พร้อมกระจายความเสี่ยงด้านตลาด และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง และสร้างความยั่งยืนให้กับโครงสร้างรายได้ในอนาคต
อย่างไรก็ดี NTF จะดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ การบริหารจัดการที่โปร่งใส พร้อมสร้างโอกาสเติบโตตามความสามารถของธุรกิจให้สมดุล ควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรรมไทย เพื่อดูแลผู้มีสวนได้ส่วนเสียทุกภาคสวน และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ด้านนางรัชดา เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 2 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นของ NTF กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนของ NTF จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ NTF สามารถขยายการลงทุนได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณา อีกทั้งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นี้ ทุเรียนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มสินค้าเกษตร รองจากยางพารา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอุตสาหกรรมเกษตรที่มีความสำคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ NTF มีความพร้อมทั้งด้านประสบการณ์ของทีมผู้บริหาร ระบบการดำเนินงาน และเครือข่ายทางการค้าในต่างประเทศ ซึ่ง ช่วยรองรับการเติบโตของตลาดผลไม้พรีเมียมที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ NTF เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานองค์กร สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตของ NTF อย่างยั่งยืนอีกด้วย
นายวิชัย มองว่าแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปีถัดไปยังคงอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย แต่สินค้ากลุ่มบริโภค โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพ ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2569 เติบโตประมาณ 60% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยหนุนหลักมาจากคำสั่งซื้อที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการขยายกำลังการผลิต และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับตลาดส่งออก
ขณะเดียวกัน แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงพีคของธุรกิจตามฤดูกาล ดีมานด์การส่งออกพุ่ง พร้อมเดินหน้าขยายตลาดจากจีนไปยังประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี รวมถึงตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นต้น โดยเน้นการพัฒนาระบบขนส่งและการควบคุมคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของดีมานด์ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

