สแกนหุ้น mai “วิ่งคึก-ลงแรง” 5 เดือนแรกปี 69 ชู PSGC-NTF-TRT พุ่งเกิน 100%

สแกนหุ้น mai ราคาปรับขึ้น-ลงแรงในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 พบ 3 หุ้นนำกลุ่ม PSGC-NTF-TRT ให้ผลตอบแทนทะลุ 100% ฟาก HYDRO-EMPIRE และ NETBAY ติดโผหุ้นร่วงแรง


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดกรองหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงและปรับตัวลงแรงเกิน 25% พบว่าหุ้นรายตัวยังมีความเคลื่อนไหวโดดเด่นจากปัจจัยเฉพาะตัว แม้ภาพรวมดัชนี mai จะยังเคลื่อนไหวอ่อนตัว

ทั้งนี้ ดัชนี SET Index ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 1,568.37 จุด เพิ่มขึ้น 308.70 จุด หรือ 24.50% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ขณะที่ดัชนี mai Index อยู่ที่ระดับ 214.21 จุด ลดลง 2.84 จุด หรือ 1.30% จากระดับ 217.05 จุด ในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าตลาดหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดหลัก แต่ยังมีหุ้นบางกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นสวนตลาด

สำหรับกลุ่มหุ้น mai ที่ปรับตัวขึ้นแรงในรอบ 5 เดือนแรกของปี 2569 นำโดย บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ราคาปรับขึ้นจากระดับ 2.30 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ 6.00 บาท ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้น 3.70 บาท หรือ 160.87% คาดได้รับแรงเก็งกำไรจากผลการดำเนินงานที่เติบโตโดดเด่น

ด้านนายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรายได้รวม 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ มาจากการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ควบคู่กับการรวมผลประกอบการของบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) เข้ามาในงบการเงินรวมตั้งแต่ไตรมาส 1/69 เป็นต้นไป

ผลประกอบการไตรมาสแรกเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กรของ PSGC จากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค กำลังเดินมาถูกทาง การขยายธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ไม่เพียงสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มั่นคงและต่อเนื่อง แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทจากที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค

“เรามั่นใจว่าโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 69 นี้ และขยายฐานรายได้สู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 78” นายเดวิดกล่าวเพิ่มเติม

รองลงมา บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ราคาปรับขึ้นจาก 6.20 บาท ณ 30 ธ.ค.68  มาอยู่ที่ 15.30 บาท ณ 29 พ.ค.69 เพิ่มขึ้น 9.10 บาท หรือ 146.77% คาดเก็งกำไรผลการดำเนินงานโตเด่นหลังงบไตรมาส 1/69 โตแกร่ง

โดย NTF รายงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 32.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147% จากปีก่อน หลังยอดส่งออกทุเรียนสดไปจีนเติบโตโดดเด่น รายได้จากการขายอยู่ที่ 477.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98% โดยกว่า 95% มาจากการส่งออกทุเรียนไปจีน ขณะที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบ 50% แตะ 2,859 ตัน

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 17.73% จาก 16.81% ตามต้นทุนทุเรียนในประเทศที่ลดลง และกลยุทธ์เน้นขายสินค้าพรีเมียมมาร์จิ้นสูง ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องณ สิ้นไตรมาส 1/69 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากการลงทุนขยายธุรกิจและเงินทุนหมุนเวียน รองรับความต้องการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกำไรยังแข็งแกรงต่อเนื่องในไตรมาส 2-3/2569 โดยปกติไตรมาส 1 และไตรมาส 4  เป็น Low season ของการส่งออกทุเรียน จึงคาดยอดขายไตรมาส 2/69 จะเติบโตโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY หนุนโดย i) ปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 2 เป็น High season ของผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกของไทย และ i) เงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลัง IPO ปลายปี 2568 ประกอบกับจำนวนลงพันธมิตรที่เพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง จากเดิม 5 แห่ง สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 แม้ผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกของไทยจะผ่านจุดพูดในไตรมาส 2/69 แล้ว แต่ปริมาณผลผลิตยังคาดว่าจะสูงกว่าปีก่อน นอกจากนี้ลงพันธมิตรในเวียดนามของ NTF จะเข้ามาเสริมขอดขายในไตรมาส 3/69 สอดคล้องกับฤดูกาลทุเรียนเวียดนามที่มักมีจุดพีคในไตรมาส 3

ตามมาด้วย บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ราคาปรับขึ้นจาก 3.42 บาท ณ 30 ธ.ค.68  มาอยู่ที่ 7.95 บาท ณ 29 พ.ค.69  เพิ่มขึ้น 4.53 บาท หรือ 132.46% คาดเก็งกำไรผลการดำเนิงานปีนี้แข็งแกร่ง หลังโชว์งบไตรมาส 1/69 สดใส โดยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 เติบโตแข็งแกร่ง กำไรสุทธิแตะ 161 ล้านบาท รับแรงหนุนตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าโลกขยายตัวจาก AI, Data Center และพลังงานสะอาด ตุน Backlog สูง 3.48 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าบิดงานใหม่กว่า 1.25 หมื่นล้านบาท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่การประกาศนโยบายผลักดัน TRT สู่ “หุ้นปันผล” ตั้งเป้าจ่ายปันผล 2-4 ครั้งต่อปี ตามความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ TRT เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจของ TRT ในปีนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าระดับประเทศ สู่การเป็น “Global Energy Infrastructure Player” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Siemens Energy ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการเข้าสู่ Global Supply Chain ด้านพลังงานระดับโลก

ล่าสุด บริษัทได้เริ่มส่งมอบหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่ (Large Power Transformer) ให้ตลาดสหรัฐฯ ภายใต้โครงการมูลค่ารวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลส่งออกหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดของไทย โดยใช้ทีมวิศวกรไทยภายใต้มาตรฐานระดับโลกของ Siemens Energy

ปัจจุบัน TRT มีมูลค่างานในมือ (Backlog) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 3,485 ล้านบาท โดยเป็นงานกลุ่มหม้อแปลงไฟฟ้าสัดส่วนถึง 94% และจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 2,202 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างเข้าประมูลงานและเสนอราคาทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมมูลค่ากว่า 12,515 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งงานจาก MEA, PEA, EGAT กลุ่มลูกค้าเอกชน และตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถคว้างานได้ไม่น้อยกว่า 20-25%

ขณะที่ บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC ราคาปรับขึ้นจาก 0.29 บาท มาอยู่ที่ 0.58 บาท เพิ่มขึ้น 0.29 บาท หรือ 100.00% และ บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KUMWEL ราคาปรับขึ้นจาก 1.01 บาท มาอยู่ที่ 2.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.99 บาท หรือ 98.02% ติดกลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่ปรับขึ้นแรงเกิน 50% ได้แก่ บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM เพิ่มขึ้น 84.48%, บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เพิ่มขึ้น 64.89%, บริษัท เค.ซี.เมททอลชีท จำกัด (มหาชน) หรือ KCM เพิ่มขึ้น 64.71%, บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ SALEE เพิ่มขึ้น 63.89%, บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO เพิ่มขึ้น 58.97%, บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI เพิ่มขึ้น 52.78%, บริษัท พรพรหมเม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ PPM เพิ่มขึ้น 52.50% และ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE เพิ่มขึ้น 50.00% สะท้อนแรงเก็งกำไรในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะสนับสนุน

ส่วนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วง 25-50% ได้แก่ STOWER เพิ่มขึ้น 50.00%, PLANET เพิ่มขึ้น 48.33%, GLORY เพิ่มขึ้น 40.00%, UBI เพิ่มขึ้น 38.89%, KGEN เพิ่มขึ้น 32.50%, SICT เพิ่มขึ้น 32.46%, MBAX เพิ่มขึ้น 30.99%, AMARC เพิ่มขึ้น 28.46%, KK เพิ่มขึ้น 28.41%, VCOM เพิ่มขึ้น 27.03%, CHOW เพิ่มขึ้น 26.13% และ THANA เพิ่มขึ้น 25.20%

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งยังพบหุ้น mai หลายหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลงแรงเกิน 25% โดยหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดคือ บริษัท ไฮโดรเท็ค จำกัด (มหาชน) หรือ HYDRO ราคาลดลงจาก 4.64 บาท มาอยู่ที่ 1.32 บาท ลดลง 3.32 บาท หรือ 71.55% รองลงมา บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE ลดลง 71.05%, บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY ลดลง 55.40%, บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือPROS ลดลง 51.16% และ บริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SMD100 ลดลง 47.48%

นอกจากนี้หุ้นที่ปรับตัวลงแรงในกลุ่มถัดมา ได้แก่ ALPHAX ลดลง 46.94%, CPANEL ลดลง 44.95%, YGG ลดลง 44.12%, QDC ลดลง 40.91%, BTC ลดลง 40.74%, KTMS ลดลง 40.40%, FVC ลดลง 36.73%, BTW ลดลง 36.36%, IND ลดลง 35.51%, CEYE ลดลง 34.25% และ AUCT ลดลง 33.10%

สำหรับหุ้นที่ลดลงในช่วง 25-31% ได้แก่ CHEWA ลดลง 30.77%, NAT ลดลง 30.15%, ABM ลดลง 29.03%, SFT ลดลง 28.97%, SEI ลดลง 28.44%, VIBE ลดลง 28.00%, AIRA ลดลง 27.59%, MEB ลดลง 26.06%, SKIN ลดลง 25.93%, IVF ลดลง 25.30% และ TURTLE ลดลง 25.00%

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของหุ้น mai ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการลงทุนที่ยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัวเป็นหลัก โดยหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวเด่น หรือมีแรงเก็งกำไรสนับสนุน สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่น แม้ดัชนี mai โดยรวมยังปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่หุ้นที่ขาดปัจจัยบวกหรือเผชิญแรงขายเฉพาะตัว ยังมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานแรง นักลงทุนจึงควรติดตามปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการ สภาพคล่อง และความเสี่ยงของแต่ละบริษัทอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน

Back to top button