
STARM กลยุทธ์ปี 69 เน้นสินเชื่อเช่าซื้อ-ลดเครดิตคอสต์ ตั้งเป้ารายได้โต 10%
STARM เผยปี 2568 รายได้รวมทรงตัวจากปีก่อน หลังเข้มงวดสินเชื่อเงินกู้ โดยเฉพาะรถบรรทุก พร้อมวางแผนปี 2569 ลงทุน 25 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ขยายช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มสินเชื่อ เน้นสินเชื่อเช่าซื้อคุณภาพสูง NPL ต่ำ ควบคู่บริหารความเสี่ยงเข้มงวด ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10%
นายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) หรือ STARM เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทคาดว่ารายได้รวมจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน หรืออาจปรับลดลงเล็กน้อย สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อเงินให้กู้ยืมที่ปรับตัวลดลง ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูงจากภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม
อย่างไรก็ดี รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการเช่าซื้อโดยรวมยังสามารถเติบโตได้ในทิศทางที่ดี ยกเว้นสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศที่มียอดขายชะลอตัวลง จากสภาพอากาศในปีนี้ที่มีฝนตกหนัก แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งสภาพอากาศร้อนจัดส่งผลให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและควบคุมการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมยังอยู่ในระดับน่าพอใจเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในด้านโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ สินเชื่อเช่าซื้อยังคงเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุดในปีนี้ และเป็นแหล่งรายได้ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี พร้อมทั้งมีระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำ ขณะที่สินเชื่อเงินให้กู้ยืมมีการปรับลดลงตามความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุกและจำนำทะเบียน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงสูง บริษัทจึงมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด
สำหรับการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ บริษัทสามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราเครดิตคอสต์ (Credit Cost) ที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 6.6% ณ สิ้นปี 2567 ลดลงมาอยู่ที่ 5.4% ในไตรมาส 1 ปี 2568, 4.8% ในไตรมาส 2 และล่าสุดอยู่ที่ 4.6% ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การตั้งสำรอง และการตัดหนี้สูญ ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดและเป็นระบบ
“ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับสินเชื่อเช่าซื้อเป็นกลุ่มหลัก เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการจำหน่ายสินค้าในระดับสูง และมีคุณภาพสินเชื่อดีกว่าสินเชื่อเงินให้กู้ยืม โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อในกลุ่มโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีระบบล็อกเครื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายชูศักดิ์ กล่าว
ในส่วนของมาตรการบริหารความเสี่ยง บริษัทดำเนินการตามนโยบายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ตั้งแต่การยืนยันตัวตนของลูกค้า การตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานะและความมีอยู่จริงของลูกค้าและหลักประกัน ตลอดจนการวิเคราะห์รายได้ รายจ่าย และภาระหนี้อย่างรอบคอบ พร้อมกำหนดวงเงินสินเชื่อ เงินดาวน์ และสัดส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV) อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้ควบคู่กับการควบคุมระดับเครดิตคอสต์ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม
สำหรับแผนการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ บริษัทมีนโยบายเพิ่มความสมดุลของพอร์ตอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเมื่อราวสองปีก่อน สินเชื่อเงินให้กู้ยืมมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 92% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อมีเพียง 8% ต่อมาบริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14% และลดสัดส่วนสินเชื่อเงินให้กู้ยืมลงเหลือ 86% โดยตั้งเป้าในปีถัดไปจะเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อเป็นราว 20% และลดสินเชื่อเงินให้กู้ยืมลงมาอยู่ที่ประมาณ 80% เพื่อยกระดับคุณภาพพอร์ตและผลตอบแทนในระยะยาว
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า บริษัทวางแผนใช้งบลงทุนในปี 2569 ประมาณ 25 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการพัฒนาช่องทางขายออนไลน์และ e-Commerce แพลตฟอร์มการขายและการให้สินเชื่อ การเชื่อมโยงระบบกับพันธมิตรทางธุรกิจ การวิเคราะห์สินเชื่อ การเพิ่มประสิทธิภาพงานติดตามหนี้ รวมถึงการยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ทั่วประเทศ
การลงทุนด้านเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการจำหน่ายและเช่าซื้อสินค้า รวมถึงการให้บริการสินเชื่อและเงินกู้ยืม โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าทั้งลูกค้าเดิมผ่านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และการพัฒนาโปรแกรมเพื่อกระตุ้นการใช้บริการซ้ำ ตลอดจนการขยายไปยังลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สะดวกเข้าถึงสาขาและลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล ผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ดี บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมมุ่งเน้นการลดเครดิตคอสต์อย่างต่อเนื่อง ควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้ผลประกอบการโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มศักยภาพการเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Social Commerce และ e-Commerce การดำเนินกลยุทธ์ Cross Business Unit Matching ระหว่างธุรกิจจำหน่ายและเช่าซื้อสินค้า ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจประกันภัย เพื่อเพิ่มรายได้และกำไรต่อหนึ่งรายลูกค้า รวมถึงการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสในการให้บริการและสวัสดิการแก่สมาชิกซึ่งมีจำนวนหลายแสนรายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งบริการสินเชื่อ การจัดจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ไอที การจัดประกันและสวัสดิการ รวมถึงการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่พนักงานของบริษัทสมาชิก ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานประจำปีของบริษัท เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่สมาชิกและพนักงานในทุกระดับทั่วประเทศ
