CGSI อัพเป้า TOP แตะ 45 บาท มองบวกโครงการ CFP – ฐานะการเงินแกร่ง

CGSI ปรับราคาเป้าหมาย “ไทยออยล์” ขึ้นเป็น 45 บาท จากแนวโน้มสเปรดปิโตรเคมีดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง ขณะที่ KS มองบวกเร่งโครงการ CFP และแผนลดเงินลงทุน หนุนฐานะการเงินแข็งแกร่งระยะยาว


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ปรับเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP โดยปรับราคาเป้าหมายพื้นฐานขึ้นเป็น 45 บาท จากเดิม 38 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ถือ” (Hold) สะท้อนการปรับประมาณการเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงยาว

โดยการปรับราคาเป้าหมายครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากการคาดการณ์ส่วนต่างราคาสินค้า Paraxylene (PX) เทียบกับน้ำมัน Unleaded Low-Grade 95 (ULG95) รวมถึงส่วนต่างราคาเบนซีนเทียบกับ ULG95 ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ประมาณการกำไรหลักต่อหุ้น (Core EPS) ในปี 2569–2570 ปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 11.3–14.3% ขณะที่การประเมินมูลค่าหุ้นอ้างอิงจากคาดการณ์ EBITDA ที่สูงขึ้น และใช้อัตราส่วน EV/EBITDA ปี 2570F ที่ระดับ 8.2 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงกลั่นในเอเชียเล็กน้อย

นอกจากนี้ CGSI ยังชี้ว่า การออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐของไทยออยล์ในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าที่เคยคาดไว้ ประกอบกับการเดินหน้าทำ Asset Monetization อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.6 เท่าในปี 2569F ต่ำกว่าระดับเพดาน 6.0 เท่า ที่ใช้รักษาอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ในระดับ Investment Grade

ด้านปัจจัยหนุนราคาหุ้น CGSI มองว่าความคืบหน้าโครงการ Genesis ของกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีเป้าหมายในการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์รายใหม่ให้กับไทยออยล์ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในระยะเวลาอันใกล้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นเชิงบวก อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมีความกังวลว่าพันธมิตรรายใหม่จะสามารถสร้างซินเนอร์ยี่ด้านการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญเพียงพอหรือไม่ เพื่อชดเชยผลกระทบจากการลดลงของกำไรต่อหุ้น (EPS dilution) ของผู้ถือหุ้นเดิม ทั้งนี้ ราคาหุ้นจะมีแรงหนุนเชิงบวกมากขึ้น หากราคาหุ้นใหม่ที่ออกเสนอขายอยู่ในระดับสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS เปิดเผยบทสรุปจากการประชุมนักวิเคราะห์พิเศษ โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของไทยออยล์ โดยบริษัทตั้งเป้าเร่งการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการ CFP ให้เร็วขึ้น 3 เดือน จากเดิมไตรมาส 3 ปี 2571 เป็นไตรมาส 2 ปี 2571 พร้อมตั้งเป้าลดเงินลงทุนโครงการลงประมาณ 10–12% หรือราว 250–300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนโครงการลดลงเหลือประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยปัจจุบันโครงการ CFP ได้กลับมาเดินหน้าก่อสร้างแล้ว โดยมีแรงงานในพื้นที่ประมาณ 8,600 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000–18,000 คนภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบหนักได้หลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา แคนาดา และอิรัก

ด้านโครงสร้างทางการเงิน ไทยออยล์ได้ดำเนินการลดภาระหนี้ (Deleveraging) ไปแล้วประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการซื้อหุ้นกู้คืน โดยใช้เงินที่ได้จากการทำ Asset Monetization การเรียกร้อง Performance Bond และการออก Perpetual Bond ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือ 4.8 เท่า ต่ำกว่าระดับ Threshold ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ 6 เท่าแล้ว ทั้งนี้ บริษัทยังคงประเมินภาวะตลาดและสถานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการทำ Asset Monetization เพิ่มเติมในอนาคต

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่น KS มองว่ายังคงอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง จากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาดต่ำกว่าการเติบโตของอุปสงค์ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ในระดับประมาณ 5–6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ไทยออยล์ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงกลั่น โรงอะโรเมติกส์ และโรงน้ำมันหล่อลื่นไปแล้วในไตรมาส 3 ปี 2568 ทำให้สามารถรับอานิสงส์จากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยได้อย่างเต็มที่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ในประเด็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ KS ระบุว่ายังไม่มีการระบุรายชื่อที่ชัดเจน โดยมีความเป็นไปได้ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งจะช่วยให้ไทยออยล์สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบใหม่ที่ไม่เคยนำมากลั่นมาก่อน หรือการเป็นผู้ค้าพลังงาน (Trader) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตลาดและการเปิดตลาดใหม่ในอนาคต

Back to top button