
TOP ชี้ค่าการกลั่นพุ่งต่อ ต้นทุนการเงินลด หนุนปี 69 โตตามเป้า
TOP ประเมินค่าการกลั่นปี 69 ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง คาดเฉลี่ย 5–6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อรวมการต่อยอดปิโตรเคมีหนุนมาร์จิ้นรวมแตะ 7–8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รับอานิสงส์อุปสงค์โต อุปทานตึงตัว และต้นทุนการเงินลด หนุนเติบโตตามเป้าหมายปี 69
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมการกลั่นและทิศทางค่าการกลั่นในปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก
หากพิจารณาในด้านกำลังการผลิต จะเห็นว่าโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมาไปจนถึงปีปัจจุบัน คาดว่ากำลังการผลิตที่หายไปจะอยู่ในระดับเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย แม้จะมีโรงกลั่นใหม่ทยอยเปิดดำเนินการ และความต้องการใช้น้ำมันยังคงเติบโต แต่เมื่อหักลบกับกำลังการผลิตที่ปิดตัวลงในยุโรปและสหรัฐอเมริกาแล้ว กำลังการผลิตสุทธิที่เพิ่มขึ้นยังต่ำกว่าการขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันในแต่ละปี
ปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทประเมินว่า ค่าการกลั่นในปีนี้ยังสามารถทรงตัวอยู่ในระดับที่ดี และมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เนื่องจากจำนวนโรงกลั่นใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบยังมีไม่มาก โดยบริษัทคาดว่าค่าการกลั่นพื้นฐานในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5–6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเฉพาะการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังมีการนำวัตถุดิบบางส่วนไปต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น อะโรเมติกส์ และสาร LAB ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าได้เพิ่มเติมอีกเกือบ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ดังนั้น เมื่อรวมมูลค่าจากการกลั่นและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทคาดว่าภาพรวมมาร์จิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 7–8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นและต่อยอดผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงสถานการณ์จริงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นที่เกิดขึ้นถือว่าสอดคล้องกับมุมมองของบริษัทและอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยบางช่วงสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากปัจจัยเสริมระยะสั้นที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ เช่น เวเนซุเอลา อิหร่าน กรีนแลนด์ และประเด็นรัสเซีย ซึ่งส่งผลต่อทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานของตลาด
สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของบริษัท นายบัณฑิตระบุว่า นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่ได้สื่อสารไว้ก่อนหน้านี้ โครงการ Clean Fuel Project (CFP) ได้เข้าสู่การดำเนินงานเต็มรูปแบบแล้ว โดยปีนี้ถือเป็นช่วงพีคของการก่อสร้าง หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน บริษัทคาดว่าในปีถัดไปจะเริ่มเห็นความพร้อมของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ค่าการกลั่นล่าสุดอยู่ระดับประมาณ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

