คัด 4 หุ้นค้าปลีก จ่อรับ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 จัดตั้งรัฐบาลใหม่ลุยทันที

“บล.กรุงศรี” ชี้เลือกตั้ง 69 ปลดล็อกการเมือง “ภูมิใจไทย” กวาดเก้าอี้เกินคาด ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เคาะเป้า SET ปีนี้ 1,475 จุด พร้อมแนะเก็งกำไรรับมาตรการ "คนละครึ่ง พลัส เฟส 2" ชู BJC, CPALL, CPAXT และ HMPRO เด่น


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินผลการเลือกตั้งปี 2569 ว่าถือเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทยครั้งสำคัญ (Game Changer) ที่ช่วยปลดล็อกความกังวลทางการเมืองและนำไปสู่ยุคแห่งความมีเสถียรภาพใหม่ ผลการเลือกตั้งถือเป็น “Positive Surprise” หลังจากมีความชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงระดับเฉียด Landslide โดยกวาดที่นั่ง ส.ส. ไปได้ประมาณ 193–200 ที่นั่ง ซึ่งสูงกว่ากรณีฐานเดิมที่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ไม่เกิน 160 ที่นั่ง ส่งผลให้คาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เข้าสู่วงจรการปรับมูลค่าใหม่ (Re-Rating) และกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยรอบใหม่

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ระบุถึงปัจจัยบวก 4 ประการที่จะสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ ประการแรก ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงระดับ “Super Majority” โดยคาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคหลัก 1-2 พรรค รวมเสียงได้เกิน 250 เสียง และสามารถสร้างเสถียรภาพสูงสุดได้ถึงระดับ 300 เสียงบวกลบ ซึ่งใกล้เคียงกับบรรยากาศการเลือกตั้งในปี 2550 และ 2554 เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง สถิติในอดีตบ่งชี้ว่าตลาดมักตอบรับเชิงบวกในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยอิงจากการเลือกตั้งปี 2554 พบว่า SET Index ปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง 1 เดือนที่ +1.85%, 3 เดือนที่ +9.47% และ 6 เดือนที่ +17.01%

ประการที่สาม เกิดการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow Reversal) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติที่ถือครองหุ้นไทยในระดับต่ำ (Underweight) มีแนวโน้มกลับสถานะในเชิงกลยุทธ์ (Tactical) จาก 2 ประเด็นหลัก คือ ภาพลัก ษณ์ทางการเมืองใหม่ (Political Refresh) ที่ทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ด้านการเมืองลดลง และการปรับพอร์ตการลงทุน (Tactical Allocation) ออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ที่มีความเสี่ยงถูกปรับลดสถานะจาก MSCI Emerging Market เป็น Frontier Market ซึ่งปัจจุบันกองทุน Active Fund ถือครองหุ้นอินโดนีเซียเกินน้ำหนัก (Overweight) คิดเป็นเม็ดเงินราว 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่กำลังกระจายความเสี่ยงและไหลเข้าสู่ตลาด MSCI EM ASEAN ชาติอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย

ประการที่สี่ ปัจจัยเร่งจากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบผสมผสาน (Policy Catalyst) ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพาณิชย์และการเงิน ส่วนระยะยาวจะมีการวางรากฐานไทยสู่ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Infra Tech) และ AI Data Center รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ผสานจุดแข็งด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น

ทั้งนี้ จากเสถียรภาพทางการเมืองที่กลับมาจะเป็นตัวเร่งให้ตลาดมีการปรับระดับ P/E (Valuation Re-rating) ขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับกรอบเป้าหมาย SET Index ใน 3 เดือนข้างหน้าขึ้นสู่ระดับ 1,420 – 1,500 จุด และคงเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,475 จุด (อิง EPS 94 บาท และ Target PER 15.9 เท่า) พร้อมแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” (Overweight) โดยเน้น 2 ธีมหลัก คือ วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New Investment Cycle) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Stimulus)

สำหรับหุ้นเด่นรับผลการเลือกตั้งปี 2569 (Best 2026 Election Plays) ได้แก่ STECON รับอานิสงส์โดยตรงจากการผลักดันโครงการลงทุนภาครัฐ, GULF ผู้นำธีมพลังงานและ Infra Tech ระยะยาว, CPALL รับผลบวกสูงสุดจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อฐานราก, KTB ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและการขยายตัวของสินเชื่อจากการลงทุน และ AOT ได้รับประโยชน์จากธีมท่องเที่ยวและการเป็นศูนย์กลางการบริการ (Service Hub) ที่แข็งแกร่ง

ขณะที่วานนี้ (9 ก.พ.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมของระบบไว้เรียบร้อยแล้ว โดยรอเพียงนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว อาจพิจารณาใช้วงเงินงบประมาณปี 2569 ที่คงเหลืออยู่ แต่หากล่าช้าไปถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงการมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาระหว่างรอความชัดเจน ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของประชาชน

สำหรับจุดเด่นของคำว่า “พลัส” คือการมุ่งเน้นเพิ่มทักษะให้แก่ร้านค้า ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่าร้านค้ากว่า 100,000 ราย ที่ผ่านการอบรม มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า หรือจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ในระยะถัดไป (เฟส 2) ได้เตรียมเปิดรับลงทะเบียนทั้งกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ และกลุ่มเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศอย่างทั่วถึง โดยยังคงหลักเกณฑ์จำกัดสิทธิ์เฉพาะร้านค้ารายย่อย ไม่เปิดให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เข้าร่วม

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ PI ระบุในบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบ 1,350–1,380 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและลดความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้น

ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป ประเด็นสำคัญต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าเป็นนโยบายโดดเด่นของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นใน กลุ่มค้าปลีก ดังนี้ BJC, CPALL, CPAXT และ HMPRO

Back to top button