จับตา “วาเลนไทน์” คึก! ลุ้นเม็ดเงินสะพัด 2.9 พันลบ. ปักธง 26 หุ้น รับอานิสงส์

เทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 คาดเม็ดเงินสะพัดแตะ 2.9 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว หนุนแรงจับจ่ายในเดือนกุมภาพันธ์ ดันหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม สินเชื่อ และเครื่องสำอางคึกคัก คาดยอดขายเร่งตัวรับอานิสงส์เทศกาลแห่งความรัก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 2,899 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนพุ่งสูงถึง 2,401 บาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมาในปี 2550 โดยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แรงหนุนจากบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง และอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาหนาตาในช่วงต้นปี

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงได้ทำการรวบรวมหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากเทศกาลแห่งความรักนี้ เพื่อนำเสนอมุมมองการลงทุน โดยประเมินว่ายอดขายของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเหล่านี้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มธุรกิจเด่น ดังนี้

1.) กลุ่มค้าปลีก (Retail) กลุ่มค้าปลีกถือเป็นเซ็กเตอร์ต้นน้ำที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการที่ประชาชนออกมาเดินห้างสรรพสินค้าและเลือกซื้อของขวัญในช่วงเทศกาล โดยหุ้นที่น่าจับตา ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารพร้อมรับประทาน และสินค้าโปรโมชันตามฤดูกาล

ด้าน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC มีโอกาสได้รับผลบวกผ่านเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ตบิ๊กซีและร้านโดนใจที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับกำลังซื้อทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้รับแรงหนุนจากทราฟฟิกในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคู่รักและครอบครัว

ส่วน บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ซึ่งจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และของขวัญราคาจับต้องได้ มีแนวโน้มเห็นยอดขายเร่งตัวตามฤดูกาล ขณะที่ บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตถุงยางอนามัย มักมียอดจำหน่ายเติบโตเด่นในช่วงเทศกาลแห่งความรัก

นอกจากนี้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ซึ่งจำหน่ายสินค้าไอทีและแกดเจ็ต มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเลือกซื้อสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นของขวัญในยุคดิจิทัล

2.) กลุ่มเครื่องประดับ (Jewelry & Gold) เครื่องประดับยังคงเป็นของขวัญยอดนิยมที่คู่รักใช้แทนความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดย บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JUBILE ผู้นำตลาดเครื่องประดับเพชร มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากแคมเปญส่งเสริมการขายช่วงเทศกาล

ขณะที่ บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA ซึ่งดำเนินธุรกิจร้านทองและเครื่องประดับที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มีโอกาสรับอานิสงส์จากความต้องการซื้อทองคำและของขวัญมูลค่าสูง

3.) กลุ่มเครื่องสำอางและความงาม (Beauty & Personal Care) กลุ่มความงามเป็นอีกหนึ่งเซ็กเตอร์ที่คาดว่าจะเห็นยอดขายขยายตัวจากทั้งการซื้อใช้เองและซื้อเป็นของขวัญ โดยหุ้นที่อยู่ในธีมดังกล่าว ได้แก่ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART, บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY, บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS และ บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ซึ่งมีการเปิดตัวสินค้าใหม่และจัดโปรโมชันกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงเทศกาล

4.) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) จากผลสำรวจที่ระบุว่าคู่รักกว่า 47.8% เลือกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หุ้นในกลุ่มร้านอาหารจึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ โดย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M และ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN ซึ่งมีสาขาในศูนย์การค้าหลักทั่วประเทศ มีโอกาสเห็นยอดขายต่อสาขาเติบโตในช่วงเทศกาล

ด้าน บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU ได้แรงหนุนจากกลุ่มขนมหวานและคาเฟ่ที่เป็นจุดเช็กอินยอดนิยม ขณะที่ บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม มีแนวโน้มเห็นยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับตัวดีขึ้นตามบรรยากาศการใช้จ่าย

5.) กลุ่มขนส่งและท่องเที่ยว (Transportation & Hospitality) การเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อนช่วงวันหยุดหนุนกลุ่มขนส่งและโรงแรม โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มีแนวโน้มเห็นอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวดีขึ้น ส่วน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้ประโยชน์จากปริมาณการเดินทางของคนเมืองที่เพิ่มขึ้นในช่วงกิจกรรมเทศกาล

6.) กลุ่มบันเทิง (Entertainment) การชมภาพยนตร์และกิจกรรมสันทนาการยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยม โดย บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR มีแนวโน้มได้รับผลบวกจากรายได้โรงภาพยนตร์ รวมถึงธุรกิจโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ และลานสเก็ตน้ำแข็ง

7.) กลุ่มธุรกิจสินเชื่อ (Consumer Finance) เมื่อมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อรายย่อยมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดย บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะขยายตัวตามการจับจ่ายสินค้าและรับประทานอาหาร

ขณะที่ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS มีโอกาสเห็นความต้องการผ่อนชำระสินค้าไอทีและของขวัญมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล

 

Back to top button