GULF แจงถือ KBANK เกิน 10% ตามเกณฑ์ ก.ล.ต. ยันไร้แผนเทก-ไม่ส่งบอร์ดนั่ง

GULF แจงถือหุ้น KBANK10% ของสิทธิออกเสียง แต่ยังไม่ถึง 10% ของหุ้นจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดตามเกณฑ์ ธปท. จึงยังไม่ต้องขออนุญาต ย้ำทำตามกฎ ก.ล.ต. และ ธปท. อย่างเคร่งครัด “ยุพาพิน” ประกาศชัด “ไม่เทก-ไม่ส่งบอร์ด” สยบทุกกระแส


ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคาร โดยอ้างถึงข้อมูลจากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ยื่นรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ และบุคคลตามมาตรา 258 ในธนาคารมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อนโยบายการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหารงาน และการจัดการของธนาคารแต่อย่างใด

ขณะที่ GULF ชี้แจงกรณีการยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สืบเนื่องจากการได้มาซึ่งหุ้น KBANK เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ถึงหรือข้ามร้อยละ 10 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคารนั้น

โดยบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่าการยื่นรายงานดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 28/2554 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (ตามที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ทั้งนี้ การคำนวณสัดส่วนสิทธิออกเสียงดังกล่าว ได้คำนวณจากจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคารภายหลังหักสิทธิออกเสียงของหุ้นที่ธนาคารซื้อคืน (Treasury Stock) ที่ยังคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569

อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งหุ้นดังกล่าวยังไม่เป็นผลให้บริษัทฯ ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของสถาบันการเงิน ซึ่งคำนวณโดยไม่หักจำนวนหุ้นซื้อคืน ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 41/2568 เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินหรือบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

ดังนั้น การได้มาซึ่งหุ้นในครั้งนี้จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

ด้าน นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยกับ ข่าวหุ้นธุรกิจ ว่า ความแตกต่างของวิธีการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งผลให้ตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น KBANK ของ GULF ออกมาไม่เหมือนกัน

ในส่วนของ ธปท.จะคำนวณจากจำนวนหุ้นที่ถืออยู่หารด้วยจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ GULF ยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 10%

ขณะที่ ก.ล.ต.จะนำหุ้นซื้อคืน (Treasury Stock) ของธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK มาหักออกจากจำนวนหุ้นทั้งหมดก่อนคำนวณ ส่งผลให้ฐานจำนวนหุ้นลดลง และทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ GULF เกินระดับ 10% ตามเกณฑ์การรายงาน จึงมีหน้าที่ต้องแจ้ง ก.ล.ต. ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน GULF ยังไม่ได้ถือหุ้น KBANK เกินเกณฑ์ 10% ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.หากในอนาคตสัดส่วนเกิน 10% จะต้องยื่นขออนุมัติจาก ธปท. ก่อนดำเนินการ

ทั้งนี้บริษัทไม่มีแผนเข้าทำคำเสนอซื้อหรือเทกโอเวอร์ KBANK โดยการลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับประมาณ 6-7% ต่อปี และขณะนี้ยังไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังไม่มีแผนส่งตัวแทนเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทแต่อย่างใด

บริษัทระมัดระวังอย่างยิ่งในการส่งคนเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ (Board) เนื่องจากกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้น

ทั้งนี้จากการพบปะกับกลุ่มนักวิเคราะห์กว่า 100 ราย มีทัศนคติเชิงบวก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อทิศทางการเข้าซื้อหุ้น KBANK และการบริหารจัดการทุนของบริษัท

Back to top button