ทุบสถิติ 3 ปีซ้อน! CPN โกยกำไร 1.88 หมื่นลบ. แจกปันผล 2.40 บาท

CPN ท็อปฟอร์ม 3 ปีซ้อน กวาดรายได้ปี 68 ทะลุ 5.3 หมื่นล้าน กำไรพุ่ง 1.88 หมื่นล้าน เคาะปันผล 2.40 บาท/หุ้น ชู Retail-Led Mixed-Use สุดแกร่ง กางแผนปี 69 ลุยโปรเจกต์ยักษ์ทั่วประเทศต่อเนื่อง


นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซ้อน โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมพุ่งทะลุ 53,009 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสูงถึง 18,841 ล้านบาท หรือเติบโต 13% จากปีก่อนหน้า

พร้อมกันนี้ยังเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลสูงสุดที่ 2.40 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราส่วนการจ่ายปันผลที่ 57% สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง การรักษาวินัยทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และการเดินหน้าลงทุนตามแผนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลประกอบการที่เติบโตสูงสุดทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development คือรากฐานสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจอื่น ๆ ทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม จนกลายเป็น ‘The Ecosystem for All’ ที่มั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินฯ ที่ระบุว่า บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้ในทุกกลุ่มธุรกิจทั่วประเทศ สร้างคุณค่าและการเติบโตร่วมกันให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าซึ่งเป็นธุรกิจหลัก เซ็นทรัลพัฒนาตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในวงการค้าปลีกด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี โดยได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรกว่า 18,000 ร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกว่า 80% ของแบรนด์ระดับโลกที่ขยายตลาดเข้ามาในไทย ต่างเลือกเปิดสาขาแรก (First Time in Thailand) กับเซ็นทรัลพัฒนา และสามารถสร้างยอดขายในระดับ Top Rank ได้อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ ได้แก่ “เซ็นทรัล พาร์ค” แลนด์มาร์กระดับโลกที่ดึงดูดทราฟฟิกสูงถึง 70,000 คนต่อวันในวันทำงาน และพุ่งแตะ 100,000 คนในวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมถึง “เซ็นทรัล กระบี่” มิกซ์ยูสและต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งกวาดทราฟฟิกเฉพาะวันแรกถึง 40,000 คน

โดยได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน โครงการ Transformation อย่างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลาย ส่งผลให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศมีผู้มาใช้บริการกว่า 650 ล้านครั้งต่อปี และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สูงถึง 70 ล้านครั้งต่อปี นอกจากนี้ การจัดแคมเปญยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Walt Disney และงานเคานต์ดาวน์ Times Square of Asia ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเป็น No.1 Festive Destination ที่ช่วยดันยอดทราฟฟิกและยอดขายร้านค้าให้เติบโตอย่างมหาศาล

ด้านธุรกิจอื่น ๆ ใน Ecosystem ก็เดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องเช่นกัน ธุรกิจที่อยู่อาศัย (Residence) ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มทำเลติดศูนย์การค้า โดยมียอดขายคอนโดมิเนียม Escent นครสวรรค์ กว่า 80% และนครปฐมกว่า 95% ขณะที่ธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office) นำโดยเซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศ ซึ่งเป็นออฟฟิศ Grade A ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจร รวมถึงอาคารสำนักงานอีก 11 แห่งบนทำเล Prime Area รอบกรุงเทพฯ ด้านธุรกิจโรงแรม (Hotel) ได้เดินเกมรุกตลาดโรงแรมคุณภาพราคาจับต้องได้ นำโดย GO Hotel ที่ตั้งเป้าขยายเป็น 25 แห่งภายใน 5 ปี พร้อมเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดและเป็นแฟล็กชิพที่ใหญ่ที่สุดอย่าง GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต รวมถึงแบรนด์ใหม่ Hilton Garden Inn Rayong ที่ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากกลุ่มองค์กรและนักท่องเที่ยว

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตนี้ มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่กลับมาขยายตัวดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 หลังจากชะลอตัวลงในไตรมาส 3/2568 (อันเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้า) ผสานกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยหนุนการบริโภคภายในประเทศ มาตรการสำคัญประกอบด้วย โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” (มาตรการร่วมจ่าย) และมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและร้านอาหาร รวมถึงร้านอาหารนอกโรงแรม

เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมเดินหน้าลงทุนเชิงรุกตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเปิดตัวศูนย์การค้าแฟล็กชิพแห่งอนาคตและเมกะโปรเจกต์แห่งปี ‘The Central พหลโยธิน’, มิกซ์ยูสแห่งใหม่ ‘Central Khonkaen Campus’, โครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดใจกลางนนทบุรี ‘Central Northville’ และการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ Market Place ทองหล่อ ให้เป็น Community Hub ควบคู่ไปกับการขยายโครงการโรงแรมและที่พักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของกองทรัสต์ CPNREIT ภายหลังจากการปรับโฉมเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ที่ช่วยดันยอดทราฟฟิกและผลดำเนินงานรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ กองทรัสต์ได้ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2575 เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

ทั้งนี้ ความสำเร็จอย่างโดดเด่นในทุกมิติส่งผลให้ในปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนาสามารถคว้า 63 รางวัลสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ครอบคลุมด้าน Business and Financial Performance, Development and Design, Marketing, People Development และ Sustainability สะท้อน DNA ขององค์กรที่ไม่หยุดพัฒนาเพื่อ Imagining Better Futures for All โดย ณ สิ้นปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนา มีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารรวม 44 โครงการ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 41 แห่ง (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 17 แห่ง, ต่างจังหวัด 24 แห่ง, มาเลเซีย 1 แห่ง), ศูนย์การค้าเอสพละนาด และเมกา บางนา อีกทั้งยังมีคอมมูนิตี้ มอลล์ 16 โครงการ มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 2.3 ล้านตารางเมตร อาคารสำนักงาน 11 อาคาร โรงแรม 11 แห่ง และโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบรวม 51 โครงการ

Back to top button