“เอเซียพลัส” แนะเก็บหุ้นปันผลสูง-ท่องเที่ยว ชู THAI-CPN-ADVANC เด่น

บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ชี้ตลาดส่งสัญญาณบวก รับอานิสงส์ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย ดันหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและบินพุ่ง ด้านตลาดทุนเร่งเครื่องผลักดันกองทุน TISA ดึงเม็ดเงินใหม่เข้าตลาดไตรมาส 3 นี้ พร้อมกางกลยุทธ์แนะนำลงทุนหุ้นปันผลสูงที่มี ESG ระดับ AAA ชู THAI, CPN และ ADVANC เป็นหุ้นเด่นน่าสะสม


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยว่า ขณะนี้แนะนำให้นักลงทุนเตรียมรับมือกับความผันผวนและดักเม็ดเงินจากโครงการ TISA โดยเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูง (High Dividend Yield) ควบคู่กับหุ้นที่มี SET ESG Rating ระดับ AAA ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก เช่น บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF

พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้เข้าเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์สงครามที่เริ่มผ่อนคลายลงอย่างกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI โดยกำหนดให้ THAI, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เป็นหุ้นเด่น

ทั้งนี้ การยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านด้วยวิธีทางการทูตกลับมามีความหวังมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกการโจมตีอิหร่านและส่งสัญญาณว่าข้อตกลง (Deal) ใกล้ลงตัว ปัจจัยนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลง 2.9% แตะระดับ 90.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และย่อตัวลงแรงเกือบ 8% ในช่วงข้ามคืน ซึ่งถือเป็น Sentiment เชิงบวกที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นราว 1.8% – 2.5% รวมถึงส่งผลให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบินต่างประเทศพลิกกลับมาทะยานขึ้นแรงถึง 5% – 11%

อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากราคาน้ำมันที่ยังคงยืนอยู่ในระดับสูงก่อนหน้านี้ ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 2.0% เป็น 2.25% ตามความคาดหมาย พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของยุโรปในปีนี้ลงเหลือ 0.8% ขณะที่ในสัปดาห์หน้า ตลาดรอจับตาการประชุมของ 3 ธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 1.0%, ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% รวมถึงรอดูถ้อยแถลงครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ (Kevin Warsh) นอกจากนี้ ตลาดยังต้องจับตาการเข้าซื้อขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ของ บริษัท SPCX จำกัด (มหาชน) หรือ SPCX ในวันนี้ ว่าจะดึงสภาพคล่องออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเดิม หรือจะเป็นตัวจุดกระแสความกลัวตกรถ (FOMO) ให้ตลาดกลับมาคึกคักขึ้นอีกรอบ

สำหรับปัจจัยในประเทศ ธนาคารโลก (WORLD BANK) ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์ GDP ของประเทศไทยในปี 2569 และ 2570 ลงเหลือเพียง 1.7% และ 2.1% ตามลำดับ จากประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 1.8% และ 2.5% เนื่องจากผลกระทบของสงครามและภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เพื่อเป็นการรับมือกับความผันผวนและสภาวะการเติบโตระดับต่ำ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งผลักดันการจัดตั้งโครงการ “TISA” ซึ่งจะเป็นกองทุนส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งจะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยระดมทุน เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

Back to top button