
SMO ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10% เพิ่มกำลังผลิตโรงพนม 31% ดันยอดขาย CPO หนุนส่งออกทะลุ 70%
SMO วางเป้าปี 2569 รายได้โต 10% หนุนจากยอดขาย CPO กำลังผลิต 270,000 ตัน หลังขยายกำลังผลิตโรงงานพนมเพิ่ม 31.25% พร้อมเร่งดันสัดส่วนส่งออกเกิน 70% รับดีมานด์ตลาดโลกขยายตัวต่อเนื่อง คาดราคาปาล์มดิบทรงตัว ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภาษีอินเดียและนโยบายพลังงานอินโดนีเซีย
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ประกอบการธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตที่ระดับ 10% จากปี 2568 ที่ทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 53% และกำไรสุทธิที่ 678.89 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 161% นับว่าเป็นจุดสูงสุดใหม่ (All time High) ของทั้งรายได้และกำไรของ SMO
โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตในปี 2569 ประกอบไปด้วย เป้าปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ที่ระดับ 270,000 ตัน จากการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนมที่จะแล้วเสร็จ ภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 31.25% สอดรับกับช่วงฤดูปาล์มที่จะมีผลผลิตออกมากที่สุดของปี ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตลาดโลกปีนี้คาดว่าเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว สืบเนื่องจากความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมิคอล และอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนและราคาที่ถูกกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า ในขณะที่มีมาตรฐานสูง ควบคู่ไปด้วย ซึ่งน้ำมันปาล์มตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5 % จากปี 2568 หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน โดยคาดว่าฝั่งความต้องการทางพลังงานอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายไบโอดีเซลของรัฐบาล น่าจะอยู่ที่ระดับ B3-B5 ไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ ส่วนฝั่งบริโภคคาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว
ภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์ดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยภาพรวมด้านการส่งออก คาดว่าจะทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย โดยมีอินเดียเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 98% ของการส่งออกไทย โดยปัจจัยด้านต่างประเทศที่ต้องจับตามองคือนโยบายภาษีนำเข้าของอินเดียที่อาจมีการปรับเปลี่ยน และนโยบายด้านพลังงานซึ่งอินโดนีเซียมีการประกาศชะลอการใช้น้ำมัน B50 ตามแผนเดินที่จะใช้ในปี 2569 ออกไปก่อน และภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียที่ทำให้ราคาในตลาดผันผวนมากขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าทิศทางของราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4,100 – 4,500 ริงกิตต่อตัน หรือคิดเป็นประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาผลปาล์มสด หรือ FFB ภายในประเทศจะเคลื่อนที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามราคาผลปาล์มสดอาจจะเกิดการผันผวนได้ในบางช่วง ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบ หรือการผันผวนของมันปาล์มดิบในตลาดโลก เนื่องจากเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกันโดยตรงในห่วงโซ่อุปทาน
ส่วนด้านกลยุทธ์การตลาด บริษัทมุ่งขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอินเดียซึ่งยังมีความต้องการน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในระดับสูง และยังมีช่องว่างการเติบโตอีกมาก แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้ากระจายความเสี่ยงทางการค้า ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในส่วนการลงทุนระยะยาว บริษัทได้เข้าซื้อที่ดินในจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อเตรียมก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาต คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ช่วงปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 6 โรงงาน

นอกจากนี้ประเมินว่า ช่วงปี 2569–2570 จะเป็นจังหวะสำคัญของการเติบโต จากทั้งกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระยะถัดไป พร้อมให้มุมมองว่าปีดังกล่าวมีโอกาสสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ในรอบกว่า 15 ปี หากปัจจัยด้านอุปสงค์และนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก B3 เป็น B5–B7 ซึ่งจะช่วยหนุนการบริโภคและเสถียรภาพราคาผลปาล์มในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันนโยบายการจ่ายผลตอบแทนที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ครั้ง โดยสำหรับปี 2569 ยังคงยึดหลักการพิจารณาตามผลการดำเนินงานและความเหมาะสมของสถานการณ์เป็นสำคัญ
ขณะเดียวกันนโยบายการจ่ายผลตอบแทน บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามความสามารถในการทำกำไรในแต่ละปี โดยมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังจากหักสำรองต่าง ๆ สำหรับปี 2569 ยังคงยึดหลักการพิจารณาตามผลการดำเนินงานและความเหมาะสมของสถานการณ์เป็นสำคัญ

