TEGH ตั้งเป้ารายได้ปี 69 นิวไฮแตะ 2.2 หมื่นล้าน ลุยดัน TEBP ตลาด mai

TEGH โชว์ผลงานปี 68 กวาดรายได้ 19,980 ลบ. โต 18% บอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.22 บาท/หุ้น พร้อมกางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้ทำนิวไฮ 22,000 ลบ. ลุยดันบริษัทลูก TEBP เข้าตลาด mai ภายในปีนี้


นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) บริษัทฯ มีรายได้รวม 19,980 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้า เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 533 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากส่วนต่างราคาขายยางในตลาดโลกและต้นทุนวัตถุดิบที่มีความผันผวน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงานแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ มีรายได้ 17,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 86% ของรายได้ทั้งหมด โดยได้รับปัจจัยบวกจากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งยังคงรักษาสัดส่วนการส่งออกที่แข็งแกร่งถึงระดับ 60%

นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนการขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR สูงถึง 41% ของยอดขายยางแท่งทั้งหมด คิดเป็นปริมาณขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่ 104,228 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 104% จากปีก่อน ด้านธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีรายได้ 2,507 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้ทั้งหมด เติบโตจากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยแม้จะมีปัจจัยด้านราคาและคุณภาพวัตถุดิบที่ผันผวนในช่วงปลายปี แต่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว (Turnaround) ที่ชัดเจนขึ้นจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีรายได้ 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 1% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของโครงการ Biogas expansion zone 3.1 ที่สนับสนุนให้ปริมาณรับบริหารจัดการกากอินทรีย์เพิ่มขึ้น 3% และมีปริมาณขายก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 89%

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากงวดผลการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.22 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวยังคงต้องรอการพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์การเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าจะมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นเป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

ทั้งยังคาดว่าจะสามารถรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ไว้ได้ที่ระดับ 30-40% เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าฝั่งยุโรปและประเทศอื่นๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมความต้องการยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้มาตรการ EUDR ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2/2569 จะช่วยหนุนให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ เพื่อสอดรับกับความต้องการของลูกค้าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการวัตถุดิบที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในห่วงโซ่อุปทาน รองรับมาตรการ CBAM ที่เริ่มบังคับใช้ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถสร้างรายได้ในอนาคตอันใกล้

ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่บริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 50% ภายในปีนี้

รวมถึงมีแผนที่จะขอการรับรองมาตรฐาน ISCC CORSIA ในปีนี้ สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพ (SAF) จากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product) หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC Plus และ ISCC EU ไปแล้วในปีที่ผ่านมา ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1

โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 1/2569 และโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3/2569 ตามเป้าหมายที่จะขยายความสามารถในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,100,000 ตันต่อปี และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็น 58,000,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2570 ตลอดจนจะมีการรับรู้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมเดินหน้าโครงการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ Green Gas และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่อไป

ส่วนความคืบหน้าของแผนการนำบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEBP เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) นั้น ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ โดยคาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญของ TEBP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต

Back to top button