
CREDIT วางเป้าปี 69 ดันสินเชื่อโต 2 หลัก ลุย Micro SME เต็มสูบ–เร่งดิจิทัลลดต้นทุน
CREDIT กางแผนปี 69 ลุยดันสินเชื่อโต 2 หลัก คุม NPL ต่ำ 4.5% มุ่งเจาะฐาน Micro SME พร้อมเร่งเครื่องทรานส์ฟอร์มดิจิทัล รับมือ AI เพื่อลดต้นทุน หนุนธุรกิจเติบโตฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือCREDIT เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย(Micro SME) ซึ่งเป็นพอร์ตหลักกว่า 80% โดยมองเห็นโอกาสการเติบโตจากกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน (Underserved) ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 30% ของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งนี้ ธนาคารให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร มุ่งพัฒนานวัตกรรมลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและส่งมอบประโยชน์คืนสู่ลูกค้าในระยะยาว
ขณะที่ นายกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า ภาพรวมปี 2568 ธนาคารรักษาความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่องโดยมีกำไรสุทธิ 4,116 ล้านบาท เติบโต 10.8% และมียอดสินเชื่อคงค้าง 181,900 ล้านบาท เติบโต18.1% สวนทางอุตสาหกรรมที่โตเพียง 1.3% โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และ 4 ที่กลุ่ม Micro SME แสดงความแข็งแกร่งชัดเจน ส่งผลให้ภาพรวมสินเชื่อขยายตัวในอัตราเลข 2 หลัก แม้จะใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวัง
ด้านอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 7.7% แม้ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย (MPC) แต่ถือเป็นระดับที่ช่วยลดภาระลูกค้าและเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 43.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการชะลอตัวของสินเชื่อจากเดิมที่โตเฉลี่ยกว่า 20% มาอยู่ที่11% อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังเป็นไปตามแผนและคาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ CREDIT โชว์ผลงานโดดเด่นที่สุดนับหลังวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และต่ำกว่ากลุ่ม SME ในอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 10.7% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงจาก 2.65% เหลือ1.83% และมีการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด(Coverage Ratio) สูงถึง 158% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 16.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์นอกจากนี้ ธนาคารยังประสบความสำเร็จในด้านความยั่งยืน โดยคว้าผลประเมิน SET ESG Ratings ระดับ A และ CG Score ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าการขยายตัวของสินเชื่อหลักในอัตราเลข 2 หลัก หรือประมาณ 11-15% โดยคาดการณ์ NIM ทรงตัวในกรอบ 7.5-8.0% พร้อมตั้งเป้าลด Cost to Income Ratio ลงมาอยู่ที่ระดับ 42.0% และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 4.5% ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและคุณภาพหนี้ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชันMicro Pay และ Alpha ซึ่งมียอดผู้ใช้งานและมูลค่าธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึงโครงการ New Core Banking ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
นายรอยย์ กล่าวเพิ่มว่า ธนาคารมีความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของธนาคารคือผู้ประกอบการรายย่อย หรือ ไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งสถิติผลประกอบการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีความมั่นคงสูงมาก แม้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง แต่กลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าและชุมชนท้องถิ่นนี้มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อวิกฤตได้ดีส่งผลให้การดำเนินงานของธนาคารมีเสถียรภาพ
ประกอบกับปัจจุบันธนาคารยังมีสัดส่วนทางการตลาดในกลุ่มนี้น้อยมาก จึงยังมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก ทั้งนี้ ปัจจัยความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวังคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหากเศรษฐกิจโลกกระทบต่อไทยจนรายได้ไม่เพิ่มขึ้นและจีดีพี (GDP) ต่ำ ก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้เช่นกัน
สำหรับการปรับแผนธุรกิจนั้น ธนาคารมีความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อรับมือกับผลกระทบครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในช่วง 2-5 ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดที่ธนาคารต้องดำเนินการคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนเนื่องจากธนาคารไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวหากยังมีต้นทุนที่สูง
ดังนั้น ธนาคารจึงมุ่งเน้นการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และปรับปรุงแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จธนาคารจะสามารถส่งมอบผลประโยชน์เหล่านี้กลับคืนสู่ลูกค้าได้ แม้ในขณะนี้อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ในระยะกลางและระยะยาว ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างแน่นอน
ในส่วนของประเด็นผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น ธนาคารประเมินว่า ณ ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีมากนักแต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบทางอ้อมที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันให้ต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจรายย่อยเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากยังต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับการตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ประจำปีนี้นั้นเบื้องต้นธนาคารคาดการณ์ว่าการเติบโตของจีดีพีจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ถึงระดับ 3% ตามเป้าหมาย ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อการเติบโตของธนาคารด้วยเช่นกัน แม้ขณะนี้จะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปและธนาคารยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง (Conservative) แต่ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐที่ออกมาเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีฟื้นตัวและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารได้ทำงานร่วมกับโครงการดังกล่าวเพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ และคาดหวังว่าหากนโยบายภาครัฐมาถูกทาง อนาคตของเศรษฐกิจไทยก็จะปรับตัวดีขึ้นในที่สุด
พร้อมกันนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดสินเชื่อให้แตะระดับ 2.8-3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 โดยในปี 2568 ที่ผ่านมามียอดการให้สินเชื่ออยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เป็นการเติบโต 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งโต 1.3%
