GGC กางแผนปี 69 ดัน EBITDA โต 10% รายได้พุ่ง 20% ลุย HVP-Carbon Credit ชงรัฐดัน B10–B20

GGC เปิดแผนปี 2569 เร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ทั้งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ขยายกำลังผลิต Fatty Alcohol และเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVP ตั้งเป้า EBITDA โต 10% ดันรายได้โต 20% พร้อมต่อยอด Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบ สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ในอนาคต พร้อมเตรียมเสนอรัฐเร่งปรับสัดส่วนไบโอดีเซล B10–B20 เสริมความมั่นคงพลังงาน ลดนำเข้าน้ำมันกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี


นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า GGC ประกาศกลยุทธ์การเติบโตครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “GGC Taking The Future” ปี 2569 มุ่งสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืนโดยยกระดับประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเร่งขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP)  พร้อมวางรากฐาน Carbon Credit เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว โดยปี 2569 ตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจพร้อมสร้างความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ 20% โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573

ทิศทางธุรกิจในปี 2569 แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัวตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัทที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับการเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ

โดยปี 2569 GGC เดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทางชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกำหนดอนาคตขององค์กรด้วยความรับผิดชอบและการเติบโตยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่

1.Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimizationและ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งเชิงการแข่งขัน

ปัจจุบัน GGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุน ปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยยังคงรักษาฐานะการเป็น “Debt-Free Company” ได้อย่างมั่นคง

โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2.Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกันนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20 % ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่

2.1 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

2.2 กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด     เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

2.3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต   โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล

2.4 กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ

3.Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืนให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้าง GGC ให้ชนะด้วยต้นทุน เติบโตด้วยพอร์ตที่ใช่ และยั่งยืนแบบวัดผลได้

โดยความคืบหน้าโครงการคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มนำร่องพื้นที่ 5,000 ไร่ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 จังหวัดที่บริษัทดำเนินการตามมาตรฐาน ISPO (กระบี่ พังงา ตรัง และชุมพร) โดยการทำคาร์บอนเครดิตต้องผ่านเงื่อนไขการตรวจสอบย้อนกลับและไม่บุกรุกป่าไม้ บริษัทจึงร่วมมือกับ THCOM ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยประเมินคาร์บอนเครดิต ลดภาระการวัดแบบภาคสนามที่ยุ่งยาก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล จากระดับปัจจุบันประมาณ B5 เป็น B10 และมีศักยภาพขยายไปถึง B20 เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามที่อาจกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเพียงพอ โดยเฉพาะไบโอดีเซลและเอทานอล ซึ่งสามารถนำมาผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในประเทศได้ หากเพิ่มสัดส่วนการผสมเป็น B10 จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้มากกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่การส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเช่นกัน

ในด้านกำลังการผลิต ผู้ประกอบการยืนยันว่าประเทศไทยมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลเพียงพอ และพร้อมเพิ่มกำลังการผลิตทันที หากภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจน โดยประเมินว่าการปรับสูตรเป็น B10 สามารถดำเนินการได้โดยไม่กระทบต่อกำลังการผลิต และอาจใช้เครื่องมือด้านภาษีเข้ามาช่วยตรึงราคาดีเซลไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นมาก

อย่างไรก็ตามมองว่าในภาวะวิกฤต ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ราคาพลังงาน” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เนื่องจากหากการนำเข้าน้ำมันสะดุด ประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงด้านซัพพลายได้ ดังนั้น การเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงดังกล่าว

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะกรณีทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะยิ่งทำให้การใช้เชื้อเพลิงผสมมีความเหมาะสมมากขึ้น และทำให้ประเด็นสำคัญของตลาดเปลี่ยนจาก “ราคาถูกหรือแพง” ไปสู่ “มีพลังงานเพียงพอหรือไม่” พร้อมเตือนว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายปาล์มน้ำมันในภาพรวม โดยส่งเสริมการแปรรูปวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยยกระดับความยั่งยืนของภาคเกษตรในระยะยาว

Back to top button