“คลัง” ชี้เป้าตลาดทุนศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน “FETCO” ชู Growth Story ดึงเงินต่างชาติ

FETCO เผยหารือคลังไม่ได้จำกัดเฉพาะ TISA แต่ขยายวงสู่การดึงดูดเม็ดเงินจากตะวันออกกลางและจีน พร้อมศึกษาบทบาทตลาดทุนในการระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชู Growth Story เพิ่มเสน่ห์ตลาดทุนไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 มิ.ย.69) นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยภายหลังนำคณะ พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เข้าหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง ว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงการ Thai Individual Savings Account (TISA) แต่ยังครอบคลุมถึงแนวทางดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและจีน รวมถึงการใช้ตลาดทุนเป็นกลไกระดมทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนขนาดใหญ่ในตะวันออกกลางจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกการลงทุนใหม่ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ทำให้ไทยควรเร่งพัฒนากฎระเบียบและผลิตภัณฑ์การลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากจีน ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการลงทุนต่างประเทศของภาคประชาชน โดยส่วนใหญ่ต้องดำเนินการผ่านความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ (G to G)

สำหรับประเด็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายไพบูลย์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง Infrastructure ตลาดคาร์บอนเครดิต และการนำตลาดทุนมาเป็นแหล่งระดมทุนด้าน Supply Chain Financing โดยมองว่าตลาดทุนสามารถเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ

FETCO ยังเสนอแนวคิดให้ใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นหนึ่งในเครื่องมือระดมทุน โดยนำสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเข้ากองทุน และนำเงินที่ระดมได้ไปลงทุนในโครงการใหม่ เพื่อช่วยขยายการลงทุนโดยไม่เพิ่มภาระการกู้ยืมของภาครัฐ

นายไพบูลย์ เห็นว่า Infrastructure Fund ในอนาคตควรมีรูปแบบที่แตกต่างจากอดีต โดยต้องมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน หรือ Growth Story รองรับ เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงกองทุนที่ถือครองสินทรัพย์เดิมและจ่ายผลตอบแทนจากกระแสเงินสดเท่านั้น

ทั้งนี้ มองว่ากองทุนลักษณะดังกล่าวอาจรองรับสินทรัพย์ประเภทโรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (ระบบกริด) ที่สามารถสร้างการเติบโตเพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมระบุว่า หากต้องการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติอย่างจริงจัง โครงการจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอ และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักลงทุน

สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาทางเลือกในการกระจายความเสี่ยง หลังจากหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยถูกมองเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดทุนไทยไม่ควรเป็นเพียง “Safe Haven” หรือที่หลบภัยของเงินลงทุนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องสร้างเรื่องราวการเติบโตใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก

Back to top button