
“กรภัทร” ชี้ SET รีบาวด์แรง ลุ้นทดสอบ 1,420–1,466 จุด แนะเก็บ 7 หุ้น Big Cap ราคาลงลึก
“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET วันนี้รีบาวด์แรง หลังดัชนีปรับตัวลงกว่า 12% สะท้อนความเสี่ยงจากเหตุการณ์สงครามไปมากแล้ว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิ ประเมินกรอบดัชนีวันนี้มีแนวต้านที่ 1,420–1,466 จุด แนะเลือกลงทุนหุ้น Big Cap ที่ปรับตัวลงแรงกว่าตลาด ชู GPSC, IVL, MINT, AWC, CENTEL, GULF และ BH เป็นหุ้นเด่น.
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 5 มี.ค. 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังปรับฐานแรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยประเมินว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามไปมากพอสมควรแล้ว และเริ่มเข้าสู่ระดับมูลค่าที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 12.6% จากระดับก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือสงครามในอดีต เช่น สงครามสหรัฐ–อิรัก ปี พ.ศ. 2546 สงครามรัสเซีย–ยูเครน ปี พ.ศ. 2565 และความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ประมาณ 8.6% สะท้อนว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ลึกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ในด้านการประเมินมูลค่า ตลาดยังสะท้อนความเสี่ยงผ่านการเพิ่มขึ้นของ Risk Premium ซึ่งปรับขึ้นประมาณ 62 basis points เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 80 basis points ขณะเดียวกันระดับ Equity Risk Premium ของตลาดไทยขยับขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ซึ่งถือว่าเข้าสู่โซน Deep Value หรือระดับที่ตลาดมีมูลค่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับอดีต
ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังมีรายงานว่า อิหร่านส่งสัญญาณขอเจรจากับสหรัฐ เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของตลาดการเงินบางส่วน และเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น นักวิเคราะห์มองว่าดัชนี SET มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์ทางเทคนิค โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,420 จุด และ 1,466 จุด ซึ่งเป็นระดับช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนหน้า
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ในกลุ่ม SET100 ที่ปรับตัวลงแรงกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว โดยหุ้นที่ปรับตัวลงมากกว่าตลาดราว 13–25% ได้แก่ GPSC, BGRIM, STPI, IVL, MINT, AWC, CENTEL, WHAUP, SCC, SAPPE, ERW, BH และ GULF ขณะที่หุ้นเด่นหรือ “7 นางฟ้า” ที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว ได้แก่ GPSC, IVL, MINT, AWC, CENTEL, GULF และ BH รวมถึง SCC
แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ข้อมูลการซื้อขายพบว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิเล็กน้อย โดยในช่วงสองวันที่ตลาดปรับตัวลงแรง มีการขายสุทธิในวันแรกประมาณ 600 ล้านบาท ก่อนจะกลับมาซื้อสุทธิราว 1,000 ล้านบาท ในวันถัดมา ส่งผลให้ภาพรวมยังคงเป็น Net Buy ประมาณ 400 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมองว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับราคาที่ Discount เมื่อเทียบกับตลาดโลก และยังคงเลือกวางสถานะการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยังอยู่ในสถานะ Underweight หุ้นไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ขายสุทธิออกไปมากถึง 9.2 แสนล้านบาท ขณะที่เงินทุนเพิ่งไหลกลับเข้ามาเพียง 5–6 หมื่นล้านบาท ในช่วงต้นปี
นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วนการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเม็ดเงินไหลออกจาก อินโดนีเซีย เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทุนต่างชาติถือหุ้นอินโดนีเซียเกินน้ำหนักจริง (Overweight) ค่อนข้างมาก ทำให้ยังมีเม็ดเงินอีกจำนวนมากที่ต้องทยอยกระจายออก และมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน แนวโน้มระยะกลางของตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ หรือ “ธนู 4 ดอก” ที่จะช่วยยกระดับดัชนีตลาดหุ้นไทย ได้แก่
1.เสถียรภาพทางการเมืองการมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเมินว่าในระยะประมาณ 1.6 ปี อาจมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยราว 1.8–2.8 แสนล้านบาท หรือประมาณ 15–20% ของเงินทุนที่เคยไหลออกไปกว่า 9.2 แสนล้านบาท
2.นโยบายการเงินโลกแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากการที่สหรัฐอาจผ่อนคลายนโยบายการเงิน จะช่วยหนุนให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย
3.การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนซึ่งมีความสัมพันธ์กับดัชนี SET สูงถึง 87% โดยมีแรงหนุนจากโครงการลงทุนของ BOI และมาตรการ Fast Track ของภาครัฐ
4.การปรับเพิ่มขึ้นของ ROE บริษัทจดทะเบียนคาดว่า ROE ของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7% เป็น 9–9.5% ในช่วงปี พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งทุกๆ 1% ของ ROE ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดัน Multiple ของตลาดให้ปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

