
CGSI ชี้ “กาตาร์” ระงับผลิต LNG กระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้า-เงินเฟ้อไทย แนะลงทุน PTTEP
CGSI ชี้กรณี “การ์ตา” ระงับการผลิต LNG อาจทำให้ต้นทุนผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยสูงขึ้น เนื่องจาก LNG ที่นำเข้าจะมีราคาแพง มองกรณีแย่สุดหากไทยไม่สามารถหาแหล่ง LNG ทางเลือกได้ โรงแยกก๊าซของ PTT อาจต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิตและส่งก๊าซไปให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา QatarEnergy ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุโจมตีทางทหารที่โรงงานในพื้นที่ Ras Laffan และ Mesaieed Industrial City ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทต้องระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า QatarEnergy จะต้องใช้ระยะเวลาในการกลับมาดำเนินการผลิต LNG อีกครั้งนานเพียงใด ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าการหยุดเดินเครื่องในครั้งนี้อาจเกิดจากปัญหาคลังเก็บ LNG เต็มความจุ เนื่องจากไม่สามารถขนถ่ายสินค้า (Cargo) ออกทางสถานีส่งออกได้ในสภาวการณ์ปัจจุบัน
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า QatarEnergy มีสายการผลิต LNG (LNG train) รวมทั้งสิ้น 14 สายการผลิต มีปริมาณการส่งออกรวม 80 ล้านตันต่อปี (mmtpa) หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 18 ของอุปทาน LNG โลกในปี 2568 ดังนั้น ผลกระทบจากการหยุดชะงักของการผลิตในประเทศกาตาร์ จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดเอเชีย หรือ Japan-Korean Market (JKM) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อมูลของ S&P Platts บ่งชี้ว่าประมาณร้อยละ 78 ของเที่ยวเรือขนส่งในปี 2568 เป็นการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหน่วยธุรกิจการค้าของ QatarEnergy ยังสามารถบรรเทาผลกระทบโดยการนำเข้า LNG จากสหรัฐอเมริกาผ่านสัญญาระยะสั้น เพื่อทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ นอกจากนี้ หากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อไปจนถึงเดือนเมษายน 2569 QatarEnergy ยังมีศักยภาพในการเข้าถึงกำลังการผลิตอีก 18 ล้านตันต่อปี จากโครงการ Golden Pass LNG ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 70
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีการนำเข้า LNG คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ของอุปทานก๊าซโดยรวม ดังนั้น การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซ JKM ในภูมิภาคเอเชีย ย่อมเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาต้นทุนก๊าซเฉลี่ย (Pool gas price) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่าแผนรับมือของประเทศไทยจะประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. การหันไปใช้โรงไฟฟ้าพลังงานดีเซลและถ่านหินทดแทน และ 2. การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซภายในประเทศ ผ่านการเลื่อนกำหนดการปิดซ่อมบำรุงบางส่วนของโครงการอาทิตย์ และโครงการ G1/G2 ของ PTTEP ออกไป เนื่องจากปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ
นอกจากนี้ หากพิจารณาในมิติของความมั่นคงด้านอุปทาน ข้อมูลจาก สนพ. ชี้ให้เห็นว่า LNG จากกาตาร์คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการนำเข้า LNG ทั้งหมดของไทยในปี 2568 ดังนั้น หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) ที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดหาแหล่ง LNG ทางเลือกจากตลาดจร (Spot market) ได้ อาจส่งผลให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ (GSP) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ต้องปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง เพื่อนำก๊าซไปจัดส่งให้กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางตรงต่อปริมาณวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ใช้สำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เนื่องจากภาครัฐมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานเป็นลำดับแรก
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงคำแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย โดยประเมินว่าปัจจัยบวกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจถูกหักล้างด้วยภาพรวมอุปสงค์การใช้น้ำมันที่ยังคงอ่อนแรง ทั้งนี้ ความเสี่ยงขาลง (Downside risk) ที่ต้องระวังคือความต้องการใช้น้ำมันที่อาจต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) คือราคาน้ำมันที่อาจขยับตัวสูงขึ้นตามปัจจัยเสี่ยงในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงเลือก PTTEP เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่ม