AAI กางแผนปี 69 ลุยขยายตลาดสหรัฐ-ยุโรป ดันยอดขายแตะ 7.6 พันลบ.

AAI โชว์รายได้ปี 68 ทะลุ 7 พันลบ. กำไร 741 ลบ. เคาะปันผล 0.1318 บ. กางแผนปี 69 ดันยอดขายแตะ 7.6 พันลบ. ลุยขยายตลาดสหรัฐ-ยุโรป ดันคลังสินค้าอัตโนมัติ กวาดรางวัล SET Awards และ ESG เพียบ


นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า บริษัทฯ ประเมินตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งในตลาดโลกและภายในประเทศ โดยบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์หลักในการมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง การขยายฐานกลุ่มสินค้า Reform Meat รวมถึงการขยายแบรนด์ของบริษัทฯ ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์หลักประกอบด้วย แบรนด์มองชู (Monchou), แบรนด์มองชู บาลานซ์ (Monchou Balanced), แบรนด์ฮาจิโกะ (Hajiko), แบรนด์โปร (Pro) และแบรนด์มาเรีย (Maria) พร้อมกันนี้ยังมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการก่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตลอดจนมีแผนการก่อสร้างอาคารผลิตหลังใหม่เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 7,600 ล้านบาท โดยกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังคงเป็นสัดส่วนรายได้หลัก ซึ่งตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,800 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มอาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคนั้น ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ ข้าวผัด และเครื่องแกงไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต

ในส่วนของผลประกอบการประจำปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีรายได้จากการขายและบริการ 6,849 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของปริมาณการขายในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้หลักถึงร้อยละ 88 ของรายได้รวม ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 741 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 1,003 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท รวมไปถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดจากงวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.1318 บาท โดยหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ จะกำหนดให้วันที่ 5 มีนาคม 2569 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จะคิดเป็นการจ่ายปันผลทั้งปีในอัตรา 0.3349 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงถึงร้อยละ 95.82 ของกำไรสุทธิในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 741 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลการดำเนินงานแล้ว ในปี 2568 ความสำเร็จด้านความยั่งยืนยังเป็นสิ่งที่บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินกิจการ ซึ่งสะท้อนผ่านความสำเร็จจากการได้รับรางวัล SET Awards 2025 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่ม Business Excellence จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัล Company Performance Awards (กลุ่มที่ 3 บริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 30,000 ล้านบาท) ประเภท Outstanding Company Performance Awards และรางวัล CEO Awards ประเภท Outstanding CEO Awards นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการประเมินโดยสถาบันไทยพัฒน์ อีกทั้งยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (Excellence CG Scoring) หรือ 5 ตราสัญลักษณ์ เป็นปีแรกจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) รวมไปถึงการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่ม Thailand Managed Company จาก Deloitte Private ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อีกด้วย

Back to top button