
CGSI แนะปรับพอร์ตรับวิกฤต “ตะวันออกกลาง” เน้นหุ้นพลังงาน-ปันผลสูง
CGSI แนะปรับพอร์ตสู้ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ลดน้ำหนักหุ้นท่องเที่ยว-การแพทย์ ลุยเก็บหุ้นพลังงาน-ปันผลสูง พร้อมเปิดโผ 11 หุ้น Top pick ชี้ดัชนีร่วงเป็นโอกาสเข้าซื้อ คงเป้า SET สิ้นปี 69 ที่ 1,480 จุด
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์การลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแนะนำให้นักลงทุนลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มการแพทย์ที่มีสัดส่วนรายได้สูงจากผู้ป่วยที่มาจากตะวันออกกลาง รวมถึงลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มหุ้นวัฏจักร (Cyclical) ในประเทศ ขณะเดียวกันแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นปลอดภัย (Defensive) และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
จากกลยุทธ์ดังกล่าว ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI จึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นเด่น (Top pick) โดยถอดหุ้น ERW, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA ออกจากพอร์ต และเพิ่มหุ้น PTT, PTTEP, KTB, SCB, SHR และ TRUE เข้ามาทดแทน ส่งผลให้รายชื่อหุ้น Top pick ในปัจจุบันประกอบด้วย 11 หลักทรัพย์ ได้แก่ BDMS, MRDIYT, CPN, GULF, MOSHI, KTB, SCB, PTT, PTTEP, SHR และ TRUE
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานจากการรวบรวมข้อมูลบริษัทที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ศึกษา พบว่ามีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิเติบโตอย่างแข็งแกร่งสุดจากปีก่อน ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่กลุ่มที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือ กลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มที่มีผลประกอบการอ่อนตัวกว่าคาด คือ กลุ่มโรงแรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร
ทั้งนี้ ภายหลังสิ้นสุดฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้ปรับทบทวนประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาด โดยปรับลดลง 0.6% มาอยู่ที่ระดับ 85.5 บาทในปี 2569 แต่ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ระดับ 94.5 บาทในปี 2570 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงคาดการณ์กำไรปกติโดยรวมของบริษัทที่ศึกษาจะสามารถเติบโตได้ 8% จากปีก่อน ในปี 2569 และขยายตัวต่อเนื่อง 11% จากปีก่อน ในปี 2570
นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่า การที่ดัชนี SET ปรับตัวลดลงท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ปัจจุบันดัชนีซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E 15 เท่าในปี 2570 ซึ่งสูงกว่าระดับ -2SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานกรณีที่ EPS ของตลาดทรงตัวในปีนี้ (แทนที่จะเติบโต 8% จากปีก่อน ในปี 2569 และ 11% จากปีก่อน ในปี 2570 ตามที่คาดการณ์ไว้) ดัชนี SET จะซื้อขายที่ระดับ P/E 15.4 เท่า ในปี 2570 หรือระดับ -1.5SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่าระดับมูลค่าดังกล่าวถือเป็นโอกาสเข้าซื้อที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยังคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,480 จุด (เทียบเท่า P/E 15.6 เท่าในปี 2570 หรือ -1.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี) โดยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงขาลง (Downside risk) หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สถิตินักท่องเที่ยวปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และสถานการณ์การเมืองในประเทศกลับมามีความไม่แน่นอน ในทางกลับกัน ตลาดมีปัจจัยสนับสนุน (Upside) จากความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่อาจไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
