
“ดาวฟิวเจอร์” รูดกว่า 800 จุด หลังน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญ เซ่นสหรัฐ-อิหร่านปะทะเดือด
ตลาดการเงินสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงกดดันรุนแรง หลังดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 800 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และฉุดบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันอย่างหนักตั้งแต่เปิดสัปดาห์ หลังซีเอ็นบีซีรายงานว่า ดัชนีฟิวเจอร์สของวอลล์สตรีทร่วงลงถ้วนหน้า ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนเพิ่มแรงกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจฉุดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากดัชนีดาวโจนส์เพิ่งปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี
ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลง 848 จุด หรือ 1.79% ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์ลดลง 1.7% และ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ร่วงลง 1.9% สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนอย่างชัดเจน
ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) พุ่งขึ้น 18% สู่ระดับสูงกว่า 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดตอบรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากล เพิ่มขึ้น 16% สู่ระดับเหนือ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทั้งนี้ราคาน้ำมันสหรัฐฯ เมื่อต้นปีอยู่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์จำนวนมากในวอลล์สตรีทมองว่า ระดับราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจ เว้นแต่ความขัดแย้งจะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว และราคาน้ำมันกลับมาปรับลดลงในระยะเวลาอันสั้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเมื่อเย็นวันอาทิตย์ว่า การเพิ่มขึ้นของ “ราคาน้ำมันระยะสั้น” เป็น “ราคาเล็กน้อยมากที่จะต้องจ่าย” เพื่อทำลายภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์สงครามยังไม่ปรากฏสัญญาณคลี่คลาย แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “ชนะแล้ว” ขณะที่มีรายงานว่า อิหร่านได้แต่งตั้ง “มอจตาบา” บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่
ความเคลื่อนไหวในตลาดช่วงวันอาทิตย์เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่วอลล์สตรีทเผชิญแรงขายหนัก หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น โดยน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับขึ้นมากกว่า 35% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในปี 1983
ริก ไรเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ BlackRock ระบุในจดหมายถึงลูกค้าเมื่อวันศุกร์ว่า ตลาดกำลังเผชิญความผันผวนอย่างชัดเจน เนื่องจากผลกระทบและระยะเวลาของสงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่หลากหลายต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้ลงทุนจำนวนมากเร่งลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง หรือเร่งทำประกันความเสี่ยงต่อความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป
สำหรับสัปดาห์นี้ แม้ไม่มีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในวันจันทร์ แต่ตลาดยังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่จะทยอยประกาศตลอดทั้งสัปดาห์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามการรายงานผลประกอบการของ Hewlett Packard Enterprise หลังปิดตลาดวันจันทร์ ต่อด้วย Kohl’s, Oracle, Dollar General และ Dick’s Sporting Goods ในช่วงปลายสัปดาห์

