
“เกาหลี-ญี่ปุ่น” ดิ่งกว่า 7% ผวาวิกฤติพลังงาน หลังน้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญ
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ผันผวนหนัก หลังราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยหุ้นเกาหลีใต้ร่วงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ ขณะที่หุ้นญี่ปุ่นดิ่งเกิน 7% จากความกังวลวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ (9 มีนาคม 2569) เปิดฉากอย่างผันผวนและเผชิญแรงขายรุนแรงทั่วทั้งภูมิภาค นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงหนัก ท่ามกลางความวิตกต่อวิกฤติราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงกดดันมากที่สุดในภูมิภาค โดยดัชนี Kospi ร่วงลงมากกว่า 8% จากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นแกนหลักของตลาด ส่งผลให้หุ้น Samsung Electronics ปรับตัวลดลง 8.4% และหุ้น SK Hynix ร่วงลง 9.2%
ความผันผวนดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องประกาศใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” หยุดการซื้อขายเป็นเวลา 20 นาที ตั้งแต่เวลา 10.31 น. นับเป็นการใช้มาตรการดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 วันทำการ หลังจากดัชนีหุ้นเกาหลีใต้เคยร่วงลงอย่างหนักถึง 12% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงขายอย่างหนักไม่แพ้กัน โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 4,163.35 จุด หรือ 7.49% มาอยู่ที่ระดับ 51,457.49 จุด และหลุดระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน ส่วนดัชนี Topix ปรับตัวลดลง 5.27%
แรงขายในตลาดญี่ปุ่นกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้น SoftBank Group ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ขณะที่ Advantest และ Lasertec ร่วงลงกว่า 10% และ 9% ตามลำดับ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคต่างปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกัน โดยดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 3.68% ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงอ่อนตัวลง 3% และดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลดลง 2%
แรงกดดันจากวิกฤติพลังงานยังลุกลามไปยังตลาดทุนสหรัฐ โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงถ้วนหน้า สัญญาฟิวเจอร์สดัชนี Dow Jones ร่วงลงกว่า 800 จุด หรือประมาณ 1.75% ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 และ Nasdaq-100 ลดลง 1.59% และ 1.60% ตามลำดับ
สำหรับปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในรอบนี้ มาจากความกังวลต่อภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันโลก หลังมีรายงานว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้แก่ คูเวต อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ปรับลดกำลังการผลิตลง ภายหลังการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 16.1% มาอยู่ที่ระดับ 107.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 17.7% แตะระดับ 107.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
