
TWPC กางแผนปี 69 โต Double Digit ชู Multicore ดันพอร์ตอาหาร-HVA แตะ 80%
TWPC เปิดยุทธศาสตร์ปี 69 ปักธงเติบโต Double Digit ชูกลยุทธ์ Multicore เร่งขยายธุรกิจอาหารและแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) หวังดันสัดส่วนกำไรรวมแตะ 80% ภายในปี 73 พร้อมวางงบลงทุนเฉลี่ย 500-1,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 5 ปี (69-73) ข้างหน้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโรงงาน ขยายกำลังการผลิต และเร่งเปลี่ยนผ่านพอร์ตสู่ธุรกิจอาหารมาร์จิ้นสูง ควบคู่การนำ AI เข้ามาเสริมซัพพลายเชน นวัตกรรม และการบริหารต้นทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสการเติบโตยั่งยืน
นายโฮ เร็น ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ตั้งเป้าการเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ต่อยอดจากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่พลิกกลับมาอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 630 basis points สู่ระดับ 21.3% และปริมาณการขายรวมเติบโต 7% ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ 0.22 เท่า สะท้อนความพร้อมในการเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ Multicore
โดยกลยุทธ์ Multicore ของ TWPC ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) และธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างกำไรอย่างมีเสถียรภาพ แม้ต้องเผชิญกับวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ชะลอตัวตามฤดูกาล รวมถึงแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค โดยในปี 2568 บริษัทกลับมาทำกำไรสุทธิได้ 156 ล้านบาท พร้อมลดภาระหนี้สินลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราส่วน IBD/E ลดเหลือ 0.22 เท่า
สำหรับธุรกิจอาหารและธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ต่างสร้างการเติบโตของกำไรขั้นต้นได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดยบริษัทตั้งเป้าปี 2569 ให้รายได้จากธุรกิจอาหารเติบโตมากกว่า 10% และวางเป้ารายได้แตะ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2573 จากยอดขายปี 2568 ที่อยู่ที่ 2,558 ล้านบาท
โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat: RTE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดและมีอัตรากำไรดีในธุรกิจอาหาร โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงกว่า 50% อีกทั้งช่องทางจัดจำหน่ายยังขยายครอบคลุมร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มากกว่า 16,000 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทยังเดินหน้าขยายเครือข่ายต่อเนื่องในภูมิภาค
ในส่วนของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการปรับกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ผ่านทีมนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์นวัตกรรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ โฮจิมินห์ซิตี้ จาการ์ตา และเบงกาลูรู ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจำหน่ายได้มากกว่า 50 รายการต่อปี และปรับแต่งสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน TWPC ยังเดินหน้ากลยุทธ์ China 2.0 โดยมองว่าตลาดจีนเป็นหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในปี 2569 โรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีนมีกำหนดเริ่มดำเนินการผลิตในไตรมาส 2/2569 เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ HVA ในตลาดจีน โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตในจีนมากกว่า 20% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดทั้งในกลุ่มส่วนผสมอาหารและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมอาหาร
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูง (Premiumization) ซึ่งยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัททยอยปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มสินค้ามูลค่าสูงและมีความผันผวนต่ำอย่างต่อเนื่อง ในธุรกิจอาหาร บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มบะหมี่พรีเมียมไม่ใช้แป้งสาลีในประเทศไทย ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (RTE) และอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook: RTC) มีอัตรากำไรสูงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนธุรกิจ HVA ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรพิเศษสำหรับเบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์นม ซอส และขนมขบเคี้ยว มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 20-30% และไม่ผูกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิง โดยบริษัทวางเป้าหมายระยะยาวให้ธุรกิจอาหารและ HVA มีสัดส่วนกำไรรวมกันมากกว่า 80% ภายในปี 2573 ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพธุรกิจของ TWPC ให้ใกล้เคียงบริษัทส่วนผสมอาหารระดับโลก รวมถึงหนุนโอกาสการ Re-rating ของหุ้นในระยะกลาง
ในด้านเทคโนโลยี ผู้บริหารระบุว่า AI จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจของบริษัท ทั้งในมิติการให้บริการลูกค้า การสร้างนวัตกรรม การบริหารซัพพลายเชน การเพิ่มจุดกระจายสินค้า และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยในระยะสั้นช่วง 2-3 ปีแรก บริษัทประเมินว่า AI จะสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้ราว 80-100 ล้านบาท และในอนาคตยังอาจต่อยอดไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มเติมได้
ด้านแผนการเงินบริษัทระบุว่าปีที่ผ่านมาได้บริหารต้นทุนและโครงสร้างทางการเงินได้ดีมาก และมีเป้าหมายรักษาระดับดังกล่าวต่อไป แม้ในระยะข้างหน้าจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพโรงงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนเชิงกลยุทธ์ในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ระดับประมาณ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมทั้งการขยายโรงงาน การลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างความสามารถของบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือ การลงทุน และ M&P ในรูปแบบต่าง ๆ
สำหรับธุรกิจ “Jump+” บริษัทประเมินว่ากำไรในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท และมีโอกาสเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 300 ล้านบาทในปีถัดไป โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการวางรากฐานธุรกิจใหม่ในปี 2568 ซึ่งทำให้ธุรกิจพลิกจากภาวะขาดทุนกลับมาเป็นบวก
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้ามาตรการลดต้นทุนต่อเนื่องในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก การล็อกราคาวัตถุดิบในช่วงที่เหมาะสม การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการนำดิจิทัลรวมถึง AI เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งการเติบโตและประสิทธิภาพของธุรกิจ
ด้านภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ ผู้บริหารอธิบายว่า บริษัทกำลังขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ สินค้า ช่องทางขาย และหมวดหมู่สินค้า โดยปัจจุบัน TAIWA มีสินค้ามากกว่า 200 SKU และยังมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในปีนี้ธุรกิจอาหารมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ 4-5 รายการ และย้ำว่าทุกผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องสามารถประสบความสำเร็จในตลาดได้อย่างชัดเจน
ความแข็งแกร่งของบริษัทอยู่ที่การมีหลายช่องทางขายในหลายประเทศ ทั้งไทย จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงตลาดต่างประเทศอื่น ๆ โดยบริษัทให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั้งผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการ ร้านค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และช่องทางออนไลน์ จึงเชื่อมั่นว่าสามารถต่อยอดไปสู่การเป็น global food company ได้ในระยะยาว
สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทระบุว่า ไทย จีน และเวียดนาม เป็นตลาดหลักในปัจจุบัน โดยไทยมีสัดส่วนยอดขายราว 30% ขณะที่จีนและไทยมีขนาดใกล้เคียงกัน ส่วนเวียดนามยังมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่เติบโตในอัตราเลขสองหลัก ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอินเดียซึ่งบริษัทได้วางฐานด้านการขาย การจัดจำหน่าย และทีม R&D application ไว้ครบถ้วนแล้ว และเตรียมผลักดันการเติบโตอย่างจริงจังในระยะต่อไป
ในประเด็นโครงสร้างธุรกิจ บริษัทระบุว่าไม่ได้มองสัดส่วน B2B และ B2C แบบแยกขาดจากกันมากนัก แต่จะพิจารณาภายใต้กรอบ Food และ HBA เป็นหลัก โดยตั้งเป้าให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่า มีลักษณะ premium มากขึ้น และใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น มีสัดส่วนราว 80% ของพอร์ตทั้งหมดภายในปี 2573 ขณะที่ธุรกิจแป้งจะอยู่ที่ราว 20-25%
สำหรับผลกระทบจากภาวะสงคราม ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบเชิงบวกหรือลบอย่างมีนัยสำคัญต่อดีมานด์อาหาร เนื่องจากธุรกิจของบริษัทยังมีความแข็งแกร่งและกระจายตัวดีในหลายตลาดและหลายช่องทาง อย่างไรก็ตามในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า อาจเริ่มเห็นผลกระทบบางส่วนในธุรกิจส่งออก ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบางรายชะลอการส่งมอบสินค้า เจรจาราคาใหม่ หรือเร่งสั่งซื้อ แต่โดยรวมยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลชัดเจน
ในด้านต้นทุน บริษัทระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบหลักของบางกลุ่มธุรกิจได้มีการล็อกราคาไว้แล้วจนถึงไตรมาส 3 และบางรายการครอบคลุมถึงปีหน้า ทำให้ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบหลักในปีนี้คาดว่าจะจำกัด ขณะที่ต้นทุนบางส่วนที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าขนส่ง อาจได้รับผลกระทบหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงก็อาจเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนสำหรับธุรกิจส่งออก
ส่วนฐานการผลิตในกัมพูชา แม้จะเป็นโรงงานขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับทั้งกลุ่ม แต่ถือเป็นฐานการผลิตที่มีโอกาสสร้างกำไรได้ดีจากต้นทุนหัวมันสำปะหลังในประเทศที่ต่ำกว่าไทยราว 20-25% และมีความสามารถแข่งขันด้านราคา ปัจจุบันโรงงานยังดำเนินการตามปกติ แม้ที่ผ่านมาเคยปิดโรงงาน 2 รอบจากสถานการณ์ภายในประเทศ แต่มีผลกระทบจำกัดและหยุดดำเนินงานเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ทั้งนี้ โรงงานในกัมพูชาทำหน้าที่ทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อส่งออก โดยตลาดส่งออกหลักคือจีนและญี่ปุ่น ไม่ได้ส่งกลับมาจำหน่ายในไทย ขณะที่บริษัทยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินธุรกิจในกัมพูชาต่อไป เพื่อสนับสนุนพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นและเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

