
เปิด 10 หุ้น “ได้-เสีย”ประโยชน์ น้ำมันพุ่ง 30% เซ่นวิกฤตตะวันออกกลาง
“บล.เคจีไอ” ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันพุ่งกว่า 30% ทะลุ 80 เหรียญ ขณะที่คาดเงินเฟ้อขยับ 0.5-0.6% แต่คงเป้า GDP ปี 69 ที่ 1.4% พร้อมเปิดโผ 5 หุ้นรับอานิสงส์ และ 5 หุ้นเสียประโยชน์
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากกรณีที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปะทะกันด้วยกำลังทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันดิบ หลังจากที่อิหร่านได้ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มาตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ก่อน แม้ว่าในเวลาต่อมาอิหร่านจะผ่อนปรนท่าทีลง
โดยประกาศเป้าหมายโจมตีเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ, อิสราเอล, ยุโรป และกลุ่มพันธมิตรในซีกโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ประเด็นความเสี่ยงด้านการประกันภัยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สายการเดินเรือส่วนใหญ่เกิดความลังเลอย่างมากที่จะใช้เส้นทางผ่านช่องแคบดังกล่าว
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค บล.เคจีไอ ประเมินว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไม่มากนัก โดยยังคงรักษามุมมองแบบอนุรักษ์นิยม ประเมินอัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1.4% (ลดลงจาก 2.4% ในปี 2568)
ทั้งนี้ จากการที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับ 71.86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 2-3 บาทต่อลิตร ดันราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นไปแตะระดับ 32-33 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงต้นปี 2568 และจะส่งผลต่อเนื่องให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.6% อย่างไรก็ดี คาดว่าในระยะสั้น รัฐบาลรักษาการจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระดับราคาน้ำมันในปัจจุบันยังไม่สูงระดับที่จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากอุปทานเกิดการสะดุดอย่างยาวนานและการปะทะทางทหารมีความยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าสมมติฐานในกรณีฐาน (Base Case) ได้
ส่วนของผลกระทบต่อตลาดทุน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกสุทธิต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หากผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมไม่รุนแรงจนเกินไป เนื่องจากโครงสร้างกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มีสัดส่วนที่ใหญ่มาก การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้นกลุ่มนี้จึงมีน้ำหนักมากพอที่จะชดเชยผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นกับบริษัทในกลุ่มสายการบิน, กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค (เช่น SCGP) ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่ KGI ศึกษาอยู่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ของ KGI ได้จัดทำประมาณการผลประกอบการปี 2569 ใหม่ โดยใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พบว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะได้รับอานิสงส์สูงสุดตามคาด เมื่อเรียงลำดับตามเปอร์เซ็นต์ของกำไรที่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดิม พบว่า 5 หุ้นที่จะได้รับผลบวกมากที่สุด ได้แก่ IRPC, IVL, SPRC, PTTEP และ PTTGC ในทางตรงกันข้าม 5 หุ้นที่ผลประกอบการจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด ได้แก่ PTG, SCGP, BGRIM, THAI และ AAV

