
LEO กางแผนปี 69 รายได้โต 20% ชูกลยุทธ์ 3×6 Growth Matrix ดันกำไรทะยาน
LEO กางแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ารายได้หลักโต 20% และธุรกิจใหม่โต 30-35% ชูกลยุทธ์ 3x6 Growth Matrix โชว์ยอดลานตู้คอนเทนเนอร์พุ่ง ชี้วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางดันค่าระวางเรือหนุนมาร์จิ้นเพิ่ม
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอโกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ว่า ในปีนี้บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 ของการดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจร (End-to-End Global Logistics) ที่ครอบคลุม 190 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานรวมเครือข่ายกว่า 500 คน พร้อมการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015
โดยให้บริการตั้งแต่การขนส่งทางเรือ ทางอากาศ ทางรถ สินค้าขนาดใหญ่ เคมีภัณฑ์ ประกันภัย คลังสินค้า ห้องเก็บของขนาดเล็ก (Self Storage) พิธีการศุลกากร และเดินหน้าขับเคลื่อน Green Logistics ผ่านการใช้รถบรรทุก EV และระบบราง
ทั้งนี้ จากผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าในปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับคะแนนสูงถึง 93% ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตจากความน่าเชื่อถือและการบริการที่ติดตามงานใกล้ชิดโดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดราคา (Red Ocean) รวมถึงยังได้รับรางวัล Best Investor Relations Award สำหรับกลุ่มบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ MAI ที่สะท้อนถึงความโปร่งใสอีกด้วย
ด้านนายมานพ ปัจวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) รายงานผลประกอบการปี 2568 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,322 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่ทำได้ 1,625 ล้านบาท ซึ่งแปรผันตามค่าระวางเรือโลก โดยแบ่งเป็นรายได้ทางเรือ 939.8 ล้านบาท (77%) ทางอากาศ 80 ล้านบาท (6%) บริการอื่นๆ 264 ล้านบาท (20%) และคลังสินค้า 37.6 ล้านบาท (3%)
ขณะที่ธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ (YJCD) เติบโต 82% และในไตรมาส 1/2569 ลาน YJCD สามารถปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ ส่งผลให้ความจุใช้งานพุ่งจาก 2,000 ตู้ เป็น 5,000-6,000 ตู้ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการส่วนนี้พลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างแน่นอนในไตรมาส 2-3 ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจใหม่ Robotic Wine Storage
สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ บริษัทประสบความสำเร็จในการขยายตลาดสู่อินเดียและตะวันออกกลางซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 10% แม้จะได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่เชื่อว่าจะมีความต้องการสินค้าเพื่อการบูรณะฟื้นฟูตามมา ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนไปยังสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาหยุดชะงักจากการตั้งกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวและบริษัทได้เตรียมขยายไปยังตลาดใหม่ๆ
นอกจากนี้ บริษัทยังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตทะเลแดงที่ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ท่าเรือแออัด และดันค่าระวางเรือให้ปรับตัวสูงขึ้น 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ รวมถึงค่าขนส่งทางอากาศที่ปรับตัวแพงขึ้นจากพื้นที่ระวางจำกัด (Space) ซึ่ง (LEO) ได้แนะนำให้ลูกค้าวางแผนล่วงหน้า โดยมองว่าวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการนำเสนอโซลูชันโลจิสติกส์รูปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้กับบริษัท ส่วนประเด็นความผันผวนของราคาน้ำมันนั้น ไม่กระทบต่อบริษัทเนื่องจากมีการทำดัชนีราคา (Index) ปรับขึ้นลงตามต้นทุนจริงกับลูกค้าอย่างโปร่งใสแล้ว
ด้านการพัฒนาธุรกิจปี 2569 (LEO) เดินหน้าบริการขนส่งทางรางผ่านแดน (Train to Truck) จากจีนสู่พม่า ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณรองรับกว่า 100 ตู้ พร้อมลงนาม MOU ร่วมกับ NTF Intergroup, AMARK และ LEO Sourcing Supply Chain เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การส่งออกทุเรียนไทยสู่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตผ่านกลยุทธ์ “3×6 Growth Matrix” ที่มุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่
1.ความยั่งยืน (Sustainable Ecosystem) ผ่านการเป็นผู้นำ Green Logistics เปิดตัวรถ EV Truck ภายในไตรมาส 2 และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 2.การเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth) ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจหลักโต 20% ธุรกิจใหม่โต 30-35% และเพิ่มฐานลูกค้าหลักอีก 25% 3.ความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (Operation Excellence) นำเทคโนโลยี AI, RPA และ Big Data เข้ามาใช้ลดต้นทุน ตลอดจนจัดตั้ง LEO Sales Academy เพื่อพัฒนาบุคลากร
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาว 3 ปี (2569-2571) ในการเพิ่มกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) ให้เติบโต 45% หรือเพิ่มขึ้น 50-55 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์ว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 จะฟื้นตัวดีกว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการยกระดับนโยบายธรรมาภิบาล การต่อต้านทุจริต และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์อย่างเคร่งครัด

