“สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม บล.กรุงศรี แนะกลยุทธ์ Selective Buy ชูหุ้นเด่น BCP, PTT, PTTGC, BDMS, EGCO, GULF และ KTB


นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 12 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นไทย โดยระดับราคาน้ำมันที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งจะกำหนดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มพลังงานกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ประเมินว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นเพียงภาวะตื่นตระหนกระยะสั้น (Panic) เนื่องจากปัจจุบันตลาดพลังงานโลกยังมีอุปทานส่วนเกิน และยังมีเส้นทางการขนส่งสำรองที่สามารถรองรับได้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,380 จุด โดยแรงกดดันหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีแหล่งพลังงานภายในประเทศ

ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในภาวะลดความเสี่ยง (Risk-off) มากกว่าการถอนการลงทุนอย่างถาวร โดยหากสถานการณ์ราคาน้ำมันคลี่คลาย รวมถึงปัจจัยภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน กลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจากความตื่นตระหนกของตลาด

สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่
กลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันในระดับสูง
กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้ก๊าซในประเทศเป็นวัตถุดิบ
กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงราว 15% แม้มีสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 2%
กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งมีโครงสร้างรายได้มั่นคง และยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
กลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
ขณะที่กลุ่มสื่อสาร มองว่าเป็นกลุ่มปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ภาคการเดินเรือยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในสองมิติ โดยในระยะสั้นเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์กระทบต่อเรือไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางอาจกลายเป็นโอกาส หากค่าระวางเรือ (Freight Rate) ปรับตัวสูงขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและภาวะตึงตัวของอุปทานการขนส่ง ซึ่งอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้บริการในอนาคต

Back to top button