“สุวัฒน์” ชู 3 ธีมเด่น “แบงก์-ไฟฟ้า-นิคม” รับอานิสงส์เงินกู้รัฐบาลหนุนลงทุน

“สุวัฒน์ วัฒนพรพรหม” ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว รับอานิสงส์หุ้นกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมัน และเม็ดเงินกู้รัฐบาลที่เน้นการลงทุน พร้อมชู 3 กลุ่มเด่น แบงก์ ไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม น่าสะสม


นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังมีโอกาสแกว่งตัวปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สหรัฐอเมริกากำลังหาทางเจรจาลดระดับความรุนแรงลง

สำหรับผลกระทบในกลุ่มปิโตรเคมี อาจมีปัจจัยลบเฉพาะตัวในส่วนของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่เผชิญปัญหาวัตถุดิบ (Feedstock) ขาดแคลนจนต้องปิดซ่อมบำรุงโรงงานชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในไทยยังมีสต๊อกวัตถุดิบเพียงพอถึงช่วงเดือนมิถุนายน เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเพียง 8% และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ที่มีฐานธุรกิจกว่าครึ่งอยู่ในสหรัฐฯ จึงถือว่ามีความเสี่ยงในระดับต่ำ ทั้งนี้ ต้องจับตาราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด หากราคานับตั้งแต่ต้นปีทรงตัวเหนือระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนได้

ด้านประเด็นการพิจารณาปรับลดค่าการกลั่นของภาครัฐ มองว่าราคาหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นได้ตอบรับความกังวลดังกล่าวไปมากแล้ว (Priced-in) ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้วราว 10% ก่อนหน้านี้ แม้โครงสร้างอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากอุปทานที่ตึงตัว ดังนั้น หากภาครัฐปรับลดค่าการกลั่นไม่ลึกถึงระดับ 2-5 บาทตามที่ตลาดเคยกังวล คาดว่าราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจะลดความผันผวนและสามารถเริ่มสร้างฐานได้ตามทิศทางหลักของอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกที่สำคัญจากการให้สัมภาษณ์ของนายเอกนิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุถึงทิศทางการกู้เงินของรัฐบาลว่า เม็ดเงินกู้กว่าครึ่งหนึ่งจะถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุน ซึ่งตามสถิติแล้ว การลงทุนภาคเอกชนมักมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นไทยสูงถึง 0.87 จึงคาดว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นขนาดใหญ่ โดยฝ่ายวิจัยได้ประเมินกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธนาคารพาณิชย์: แม้ตลาดจะกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น (จำกัด Downside) ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมา รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) เติบโตได้ดีมากจากการบริหารความมั่งคั่ง ขณะที่การตั้งสำรองหนี้เสียเพื่อรองรับความเสี่ยงจากสงครามได้ดำเนินการไปล่วงหน้าแล้วเกือบทุกธนาคาร ยกเว้นเพียง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ทั้งนี้ หากรัฐบาลเร่งลงทุน กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของสินเชื่อโดยตรง

2.กลุ่มไฟฟ้า: ได้รับอานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานแสงอาทิตย์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่ความชัดเจนของการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และระบบ Direct PPA ในระยะถัดไป

3.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: เป็นกลุ่มที่ยังมีมูลค่าความน่าสนใจสูง (Upside) โดยหลายบริษัทยังซื้อขายในระดับต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งบันทึกตามต้นทุนที่ดินเดิม หากบรรยากาศการลงทุนฟื้นตัวและสามารถปรับเพิ่มราคาขายที่ดินได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นในกลุ่มนี้ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

Back to top button