
QHHRREIT เนื้อหอม! นักลงทุนจองซื้อล้นหลาม จ่อเทรด 13 มี.ค.นี้
QHHRREIT เตรียมนำหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 เข้าเทรด 13 มี.ค.นี้ หลังนักลงทุนแห่จองซื้อล้นหลาม ชูจุดเด่นเข้าลงทุน "เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม" คาดยีลด์ปีแรกสูง 10.8% รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นและดอกเบี้ยขาลง
นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ เปิดเผยว่า กองทรัสต์ฯ มีความพร้อมนำหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 เข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยใช้ชื่อย่อ “QHHRREIT” ในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ ในช่วงที่เปิดให้นักลงทุนจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยอย่างล้นหลาม ซึ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของทรัพย์สินที่กองทรัสต์เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ใน “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” บนทำเลซอยหลังสวน ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทำเลระดับ Super Prime CBD ภายใต้การบริหารงานของทีมผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพแบรนด์ Centre Point ในเครือบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปีในธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ พร้อมการบริหารงานเชิงรุกที่มุ่งยกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการบริหารจัดการฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายทางสัญชาติ โดยไม่พึ่งพิงลูกค้ารายใดรายหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพในการดำเนินงานระยะยาว ผลักดันผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างยั่งยืน และพร้อมรับโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
ภายหลังจากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้เสร็จสิ้น QHHRREIT จะยกระดับสู่การเป็นกองทรัสต์กลุ่มโรงแรมที่มีความโดดเด่น โดยจะมีสัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินแบบกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครสูงถึง 63% ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม Hospitality REIT และมีอายุเฉลี่ยคงเหลือถ่วงน้ำหนักของสัญญาเช่าทรัพย์สิน (WALE) ภายหลังการระดมทุนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มที่ระดับ 28.6 ปี นอกจากนี้ กองทรัสต์ฯ จะมีมูลค่าสินทรัพย์รวมเติบโตแตะระดับ 7,414.5 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (LTV) จะอยู่ที่ประมาณ 29.43% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสภาพคล่องเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
สำหรับไฮไลต์สำคัญที่ตอกย้ำความน่าสนใจทางการเงินคือ ประมาณการอัตราผลตอบแทน (Yield) ในปีแรกที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10.8% หรือคิดเป็นเงินปันผลส่วนกำไรประมาณ 0.73 บาทต่อหน่วย พร้อมทั้งมีประมาณการอัตราผลตอบแทนระยะยาว (Expected IRR) ในระดับที่สูงถึง 14.7% (อ้างอิงจากรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2570 โดยปรับปรุงสมมติฐานจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติมประมาณ 69 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนประมาณ 835 ล้านบาท ตลอดจนราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมที่ 6.70 บาทต่อหน่วย) “QHHRREIT มุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จด้วยการลงทุนในทรัพย์สินคุณภาพสูง ในทำเลระดับ Super Prime CBD พร้อมกลยุทธ์บริหารจัดการเชิงรุกที่กระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน และตอกย้ำจุดยืนในการเป็นกองทรัสต์กลุ่มโรงแรมที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงในระยะยาว” นายสุขวัฒก์ กล่าว
ด้าน นางสาวรพีพรรณ บุณยรักษ์ Department Head, Product Distribution and Development ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า ในช่วงการเปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนที่ผ่านมา QHHRREIT ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างดีเยี่ยม ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและจุดเด่นของ QHHRREIT ในจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงมีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารของกองทรัสต์ฯ จะสามารถผลักดันผลการดำเนินงานให้เติบโตได้อย่างมั่นคง และส่งมอบผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ภาพรวมของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของไทยในปัจจุบันถือเป็นจังหวะลงทุนที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม (Hospitality REIT) ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีการปรับตัวลดลง ไม่เพียงแต่จะช่วยขยายส่วนต่างอัตราผลตอบแทนให้มีความน่าสนใจในเชิงมูลค่ามากขึ้น แต่ยังส่งผลบวกต่อความสามารถในการทำกำไรจากภาระต้นทุนทางการเงินที่ลดต่ำลงอีกด้วย
“ความสำเร็จจากยอดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ QHHRREIT อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาถึงจังหวะที่สอดรับอย่างลงตัวของทิศทางดอกเบี้ยขาลงและแรงหนุนจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินจึงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า QHHRREIT มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและคุ้มค่าในระยะยาวแก่นักลงทุน” นางสาวรพีพรรณ กล่าวทิ้งท้าย
