
“บจ. mai” เปิดงบปี 68 ยอดขายแตะ 2.01 แสนลบ. ฟากกำไรลดฮวบ 64% เหลือ 2.29 พันล้านบาท
“บจ. mai” จำนวน 216 บริษัท ส่งงบปี 2568 พบยอดขายรวม 2.01 แสนล้านบาท ลดลง 2.7% ขณะที่กำไรสุทธิรวมเหลือ 2,294 ล้านบาท ลดลง 64.3% จากแรงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัวและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม แม้บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังเติบโตได้
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยปี 2568 เปรียบเทียบปี 2567 บจ. มียอดขายรวม 201,323 ล้านบาท ลดลง 2.7% ต้นทุนขาย 149,227 ล้านบาท ลดลง 2.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.7% มาอยู่ที่ 25.9% อย่างไรก็ดี การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.8% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 13,339 ล้านบาท ลดลง 13.9% และมีกำไรสุทธิรวม 2,294 ล้านบาท ลดลง 64.3% โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ปรับจาก 7.5% และ 3.0 % เป็น 6.6% และ 1.1% ตามลำดับ
“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai งวดปี 2568 มีกำไรสุทธิลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่า บจ. โดยรวมจะสามารถควบคุมต้นทุนขายได้ดี แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะของ บจ. บางแห่งมีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนมูลค่าสูง บางแห่งมีการรับรู้รายได้ลดลงอย่างมีนัยจากสัญญาที่ใกล้แล้วเสร็จและยังไม่มีโครงการใหม่ และบางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการรวมของ บจ. ใน mai อย่างไรก็ดี ยังมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถรักษาการเติบโตของยอดขายได้ ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ มีการเติบโตของกำไรสุทธิอีกด้วย” นายประพันธ์กล่าว
ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 302,667 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากสิ้นปี 2567 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.71 เท่า ปรับลดลงจาก 0.73 เท่า ณ สิ้นปี 2567
ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 229 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 220.33 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 213,698.26 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 387.50 ล้านบาทต่อวัน

