“พบชัย” มอง SET ผันผวน ชู 10 หุ้นรับมือศึก “ตะวันออกกลาง”

“พบชัย ภัทราวิชญ์” ประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวผันผวน ถูกกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยเฟด และการเมืองในประเทศ พร้อมชู 10 หุ้นหลบภัยในกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และ ICT


นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ว่าจะมีลักษณะการแกว่งตัวผันผวนในกรอบ ทั้งนี้ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้านที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคาดเดาได้ยาก โดยสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะปิดเกมให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาระต่องบประมาณ ในขณะที่ทางฝั่งอิหร่านพยายามยื้อสถานการณ์ให้ยืดเยื้อและมุ่งเป้าโจมตีพื้นที่ทางเศรษฐกิจมากกว่าการปะทะโดยตรงกับสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการนำเอาเศรษฐกิจโลกมาเป็นข้อต่อรอง

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ประเมินว่าสงครามอาจใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือราวเดือนครึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดความกังวลด้านภาวะขาดแคลนสินค้า (Supply Shortage) โดยเริ่มเห็นการกักตุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและกดดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ส่วนของการประชุมธนาคารกลางทั่วโลกในสัปดาห์นี้มีถึง 8 แห่ง โดยจุดสนใจหลักอยู่ที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ ข้อมูลจาก FedWatch Tool ยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับลดการคาดการณ์การหั่นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ลง จากเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 1 ครั้ง หรือประมาณ 0.9% เท่านั้น

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ประเด็นทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 และก่อนหน้านั้นในวันที่ 18 ต้องติดตามการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้พิจารณาหรือไม่

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) พบว่านักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยติดต่อกัน 7 วันทำการ รวมถึงมีการเปิดสถานะชอร์ต (Short) ในตลาดอนุพันธ์ด้วย โดยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามียอดขายสุทธิกว่า 33,000 ล้านบาท แม้ว่ายอดรวมทั้งปีต่างชาติจะยังคงซื้อสุทธิอยู่กว่า 25,000 ล้านบาทก็ตาม อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนในทิศทางที่ดีขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในทันที เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ประกอบกับระดับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเลือกตั้ง อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้ผ่านพ้นช่วงการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อรับปันผลลดน้อยลงไป

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน แนะนำให้นักลงทุนทยอยลดความเสี่ยงและถือเงินสดบางส่วนหากยังไม่มีความมั่นใจกับสถานการณ์ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน แนะนำกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มเก็งกำไรระยะสั้นตามปัจจัยสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น แนะนำ PTTEP, BANPU (ได้รับอานิสงส์จากราคาถ่านหิน) และ STA (ได้รับอานิสงส์จากราคายางพารา) 2.กลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยและปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แนะนำ KTB, TISCO, KKP และกลุ่มสื่อสาร (ICT) แนะนำ ADVANC, TRUE 3.กลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Play) แนะนำ BJC และ HMPRO

Back to top button