“พบชัย” มอง SET ไซด์เวย์ดาวน์ ไร้ปัจจัยใหม่ ชู BLA-PTTEP รับบอนด์ยีลด์-น้ำมันสูง

“พบชัย ภัทราวิชญ์” InnovestX คาด SET สัปดาห์นี้แกว่งไซด์เวย์ดาวน์ หลังหมดปัจจัยหนุนระยะสั้น ขณะที่ราคาน้ำมันสูง เงินเฟ้อเร่งตัว บอนด์ยีลด์ปรับขึ้น และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังเป็นแรงกดดันตลาด พร้อมให้กรอบวันนี้ 1,495-1,525 จุด ชู BLA-PTTEP เก็งกำไร และเลือกหุ้นกำไรไตรมาส 2 เติบโต ควบคู่ธีม Defensive


นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้(18พ.ค.69)ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะ “ไซด์เวย์ดาวน์” หลังจากตลาดสะท้อนปัจจัยบวกสำคัญไปแล้ว

ทั้งการประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน รวมถึงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาเสร็จสิ้นแล้ว และโดยรวมดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

อย่างไรก็ตามตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงค้างอยู่ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มกระทบต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2569 ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และยังมีทั้งปัจจัยบวกและลบสลับกัน

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่าดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลง โดยประเมินกรอบแนวรับบริเวณ 1,505-1,495 จุด หรือแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,500 จุด ขณะที่กรอบบนยังจำกัดบริเวณ 1,520-1,525 จุด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง

นายพชัย กล่าวอีกว่า ผลการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และจีนในรอบล่าสุด ตลาดอาจตอบรับเชิงบวกในช่วงแรก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่ายังมีประเด็นที่ตลาดคาดหวังแต่ไม่ได้รับความชัดเจน เช่น ประเด็น แร่แรร์เอิร์ธ  และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงบทบาทของจีนต่อสถานการณ์อิหร่าน โดยเฉพาะการผลักดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเด็นไต้หวันยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากจีนยังส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันมากเกินไป

อีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อตลาด คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาว 10 ปี ดีดตัว 1-2% หลังเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือนเมษายนเร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี

ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตปรับขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี เช่นกัน สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และทำให้ตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี

ด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/69 ที่ประกาศออกมาแล้ว โดยรวมถือว่าดีกว่าที่ตลาดคาดประมาณ 5% แม้ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่เคยดีกว่าคาดราว 10% โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนใน SET เบื้องต้นอยู่บริเวณ 3.50 แสนล้านบาท เติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% และเติบโตแข็งแกร่ง 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป คือ ผลประกอบการไตรมาส 2/69 เนื่องจากไตรมาสแรกยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานอย่างเต็มที่ ขณะที่ไตรมาส 2/69 จะเริ่มสะท้อนผลกระทบดังกล่าวชัดเจนมากขึ้น โดย InnovestX มองว่าผลกระทบเชิงลบจากราคาพลังงานสูงต่อบริษัทจดทะเบียนอาจมีน้ำหนักมากกว่าผลบวก

สำหรับประมาณการกำไรตลาดปัจจุบัน Consensus บน Bloomberg ปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 97 บาทต่อหุ้น จากเดิมราว 95 บาทต่อหุ้น ขณะที่ประมาณการของ InnovestX ยังคงไว้ที่ 95 บาทต่อหุ้น โดยกำไรไตรมาส 1/69 ที่ออกมาดีช่วยลดความกังวลต่อการปรับลดประมาณการกำไรตลาดลงได้ หลังจากช่วงต้นปีเคยมีความกังวลว่า EPS ตลาดอาจลดลงไปใกล้ระดับ 92 บาทต่อหุ้น

นายพชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดและสามารถขนส่งน้ำมันได้ แต่ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากโครงสร้างอุปทานในตะวันออกกลางยังได้รับผลกระทบจากความเสียหาย โดยเฉพาะก๊าซ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานราว 2-3 ปี กว่าซัพพลายจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น InnovestX แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประกัน เช่น บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA ซึ่งได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น รวมถึงหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันระดับสูง

ขณะเดียวกันแนะนำเลือกลงทุนหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/69 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้ภาพรวมกำไรตลาดอาจไม่สดใสนัก ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)หรือ AP, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT

นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นในธีม Defensive ซึ่งมีความสามารถทนทานต่อเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานสูง โดยเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น กลุ่มสื่อสาร ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH รวมถึงกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)) หรือ CPN

ส่วนกรณีแรงขายสุทธิของนักลงทุนสถาบันในช่วงที่ผ่านมา นายพชัยมองว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI ซึ่งสุทธิแล้วเป็นกระแสเงินไหลออก แม้หุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เคยกังวลว่าจะถูกลดน้ำหนักจะกลับมาเป็นแรงซื้อได้ แต่ยังมีบางหุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนักมากกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันต้องปรับพอร์ตตาม

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง การสิ้นสุดฤดูกาลประกาศงบ และการที่บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการถือหุ้นขนาดใหญ่บางส่วนลดลง และเกิดการปรับสมดุลพอร์ต หรือ Rebalance ในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้นปรับฐานลงมาในระดับที่น่าสนใจ อาจเห็นแรงซื้อกลับจากนักลงทุนสถาบันในระยะถัดไป

Back to top button