
UNIX ลุยขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ชูเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เตรียมระดมทุนไอพีโอ
UNIX เดินหน้าขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ชูเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง-พัฒนาสินค้าใหม่ต่อเนื่อง เสริมศักยภาพแข่งขันในประเมศและต่างประเทศ พร้อมแผนขาย IPO ระดมทุนลงทุนเครื่องจักร ขยายตลาด และยกระดับการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยมีความชำนาญและประสบการณ์มากกว่า 30 ปี พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและตลาดผ่านแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน อาทิ การนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ (State of the Art) การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสามารถนำเสนอแนวทางการบริหารต้นทุนให้กับลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อทดแทน
ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำลังการผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกรวมกันมากกว่า 60,000 ตันต่อปี โดยถือเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตฟิล์มขั้นสูง
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ซึ่งลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอุปโภคบริโภค ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก และฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป โดยมีลูกค้าเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายตลาดไปยังตลาดใหม่ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม อาทิ ผลิตภัณฑ์จากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) บรรจุภัณฑ์สำหรับของหนัก และผลิตภัณฑ์ลามิเนตในอนาคต
ด้านโครงสร้างลูกค้า พบว่าส่วนใหญ่ยังคงเป็นลูกค้าในประเทศ ขณะที่ลูกค้าต่างประเทศเน้นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปเป็นหลัก โดยประเทศปลายทางส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกในปี 2567 ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน และชำระคืนเงินกู้ยืม พร้อมทั้งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาส 2 ปี 2569
สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี บริษัทมีรายได้จากการขายและกำไรสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว โดยปี 2566 มีรายได้จากการขายรวม 3,025.70 ล้านบาท กำไรสุทธิ 153.94 ล้านบาท ถัดมาในปี 2567 มีรายได้จากการขายรวม 3,157.78 ล้านบาท กำไรสุทธิ 119.51 ล้านบาท และในปี 2568 มีรายได้จากการขายรวม 3,063.77 ล้านบาท กำไรสุทธิ 150.31 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงิน
นายโสฬส กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ผ่านการปรับปรุงและจัดหาเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
ด้านการบริหารจัดการ บริษัทมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนการผลิต โดยนำระบบ ERP มาใช้ในการวางแผนและบริหารกระบวนการผลิตแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออก โดยมุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพสูง อาทิ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการให้บริการแบบครบวงจร โดยครอบคลุมทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
