
BAFS กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้ 3.85 พันลบ. รุกธุรกิจท่อส่งน้ำมัน-พลังงานสะอาด
BAFS กางแผนปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณเติมน้ำมันอากาศยาน 5,560 ล้านลิตร รายได้รวม 3,850 ล้านบาท เติบโต 4% ฟื้นตัวจากภาคการบิน พร้อมรุกโครงการท่อ Link Line เร็วกว่ารถบรรทุก 20 เท่า และขยายธุรกิจพลังงานสะอาดเสริมรายได้ระยะยาว
นางสาวพิศพงศ์ จันทรานนท์ ผู้จัดการแผนกลงทุนสัมพันธ์ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยในกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมีรายได้รวม 3,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% จากช่วงเดียวของปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 1,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของ BAFS ยังคงมาจากธุรกิจให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้รวม โดยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานเฉลี่ยที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองอยู่ที่ 17.1 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 95% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ราว 17.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทยังคงมองการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องติดตามสถานการณ์สงครามในอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทยังคงเป้าหมายปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานทั้งปีไว้ที่ 5,560 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 และคาดว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ 3,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ซึ่งรับแรงหนุนของธุรกิจหลักที่ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อปริมาณเติมน้ำมันยังอยู่ในระดับจำกัด แม้ในช่วงแรกจะเห็นปริมาณเติมน้ำมันในเส้นทางตะวันออกกลางลดลงราว 1.1 ล้านลิตรต่อวัน จากระดับปกติประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน แต่หลังจากสายการบินทยอยปรับเส้นทางบินและเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินพิสัยไกลมากขึ้น ผลกระทบดังกล่าวเริ่มลดลง เหลือราว 500,000-600,000 ลิตรต่อวัน
ในกรณีฐาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปอีกราว 4 เดือน บริษัทคาดว่าปริมาณเติมน้ำมันทั้งปี 2569 ยังจะเติบโตได้ 1.9% จากปีก่อน หรืออยู่ที่ประมาณ 5,470 ล้านลิตร ขณะที่รายได้รวมยังมีแนวโน้มขยายตัวราว 3% มาอยู่ที่ประมาณ 3,820 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจยังสามารถรักษาทิศทางการเติบโตได้ แม้อยู่ภายใต้ภาวะเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ แนวโน้มปี 2569 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำมันผ่านท่อภาคเหนือจะเติบโต 11% มาอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านลิตร โดยมีปัจจัยหนุนจากโครงการท่อเชื่อมภาคเหนือ หรือ Link Line ช่วงอ่างทอง-สระบุรี ที่มีความคืบหน้าตามแผน และเตรียมเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2570 ขณะเดียวกัน ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ายังคงเป็นอีกฐานรายได้สำคัญ โดยบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 55 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการเพิ่มเติมอีก 4 เมกะวัตต์ เพื่อเสริมเสถียรภาพของรายได้ในระยะยาว
ในด้านฐานะการเงิน BAFS ระบุว่ายังคงมีความพร้อมรองรับการขยายธุรกิจและความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง สภาพคล่องเพียงพอ และยังคงบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ ขณะที่คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ในอัตรา 0.33 บาทต่อหุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวพิศพงศ์ จันทรานนท์ ระบุว่า แม้ปัจจัยเสี่ยงจากสงครามในอ่าวเปอร์เซียยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น การกระจายพอร์ตธุรกิจ และการบริหารต้นทุนรวมถึงสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเชื่อว่ายังสามารถรักษาแนวโน้มการเติบโตได้ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

