KKPS มองวิกฤต LNG กาตาร์กดต้นทุนผลิตไฟ GULF กระทบจำกัดแค่ 0.04%

KKPS ประเมินวิกฤต LNG จากกาตาร์กดดันต้นทุนผลิตไฟฟ้าไทยและค่าไฟฟ้าในระยะถัดไป โดยมอง GULF ได้รับผลกระทบจำกัดแค่ 0.04% ขณะที่ BGRIM และ GPSC เผชิญความเสี่ยงสูงกว่า


บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยมุมมองวิเคราะห์ต่อกลุ่มสาธารณูปโภคของไทยว่า วิกฤตการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จากกาตาร์ อันเป็นผลจากความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศ และทำให้เกิดคำถามต่อแนวโน้มค่าไฟฟ้าและความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะข้างหน้า

KKPS ระบุว่า ณ เดือนมกราคม 2569 โครงสร้างเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 63% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 22% และถ่านหิน 13% แม้ LNG นำเข้าจะคิดเป็นเพียง 27% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด แต่กาตาร์ยังเป็นแหล่งนำเข้าหลัก อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นผลกระทบจากภาวะตึงตัวของ LNG ยังพอได้รับการบรรเทาจากการหันไปใช้พลังน้ำและถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ซึ่งมีกำลังการผลิตขนาด 2,200-2,600 เมกะวัตต์ และทำหน้าที่เป็นกำลังสำรองสำคัญของประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับ 30-40% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับในวงกว้างยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลน LNG ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า โดย KKPS ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มคล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 กล่าวคือต้นทุนก๊าซจะเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะเกิดขึ้นล่าช้าและในระดับจำกัด เนื่องจากภาครัฐและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จะเข้ามามีบทบาทในการอุดหนุนต้นทุนเป็นหลัก

บทวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วงวิกฤตปี 2565 แม้ราคาก๊าซในรูปเงินบาทจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ปรับขึ้นเพียง 0.63 บาทต่อหน่วยหลังจากล่าช้าออกไป โดย กฟผ. รับภาระเงินอุดหนุนสูงถึง 150,000 ล้านบาท และปัจจุบันยังมียอดค้างคืนอีก 42,700 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณว่าจะยังคงมาตรการสนับสนุนต่อไป ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปัจจุบันที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย อาจยังสามารถประคองระดับได้อีกราว 7 เดือน

สำหรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการในตลาดทุน KKPS มองว่า กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ SPP ที่มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งผูกกับค่า Ft สูง จะได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด เนื่องจากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนก๊าซที่ปรับเพิ่มขึ้นได้เต็มจำนวน โดยหากราคาก๊าซเพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อ mmBtu จะทำให้กำไรสุทธิของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ลดลง 0.7% บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ลดลง 0.4% และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ลดลงเพียง 0.04% เนื่องจาก GULF มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าอุตสาหกรรมน้อยกว่า

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าราคาก๊าซจะขยับขึ้นจากระดับ 270-290 บาทต่อ mmBtu ไปสู่ระดับ 350-380 บาทต่อ mmBtu ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ขาดแคลน LNG ยืดเยื้อ โดยในภาพรวม KKPS มองว่า GULF อยู่ในสถานะที่พร้อมรับมือแรงกระแทกได้ดีที่สุด ขณะที่ BGRIM และ GPSC มีความเสี่ยงมากกว่า หากต้นทุน LNG ยังทรงตัวในระดับสูงหรือตึงตัวรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

Back to top button