
KKPS ชู GULF-STECON-KTB ท็อปพิก! รับ PDP ฉบับใหม่ ดันลงทุนทะลุล้านลบ.
บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ชี้เป้ากลุ่มโรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง ธนาคาร และนิคมอุตสาหกรรม เตรียมรับอานิสงส์ PDP ฉบับใหม่ พร้อมยก GULF, STECON และ KTB ขึ้นแท่นหุ้นท็อปพิก ชี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนภาคพลังงานสะอาดและโครงข่ายอัจฉริยะมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะพุ่งแตะ 74GW ในปี 2593
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยว่า แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ มองว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าจะได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และการปลดล็อกระบบการซื้อขายไฟฟ้าตรง (Direct PPA) โดยมองว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีความโดดเด่นที่สุด เนื่องจากเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาด 27% และมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ยังได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคและโรงไฟฟ้า โดยประเมินว่า บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีความน่าสนใจจากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างโรงไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale)
อีกทั้ง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียม และบริการป้องกันความเสี่ยงในธุรกิจพลังงาน โดยทางโบรกเกอร์ยกให้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เป็นหุ้นท็อปพิก (Top Pick) เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบริการ อยู่ในระดับที่สูงถึงราว 30% ของพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมด
รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของกลุ่มนักลงทุนที่มุ่งเน้นนโยบายพลังงานสะอาดตามเมกะเทรนด์โลก
โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแผน PDP ฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่เปิดทางให้เกิดการลงทุนในภาคพลังงานอย่างมหาศาล โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากระดับ 35 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน ก้าวขึ้นสู่ 74 กิกะวัตต์ ภายในปี 2050
นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองต่อนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยกำลังการผลิตใหม่เกือบทั้งหมดจะมาจากแหล่งพลังงานสะอาด ซึ่งจะผลักดันให้สัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 24%
อีกทั้งแผนพัฒนาดังกล่าวจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยทางโบรกเกอร์ได้แบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ คาดว่าจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึงราว 994,000 ล้านบาท, 2.ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) จะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับและพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid ซึ่งจะช่วยรองรับความผันผวนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น และ 3.ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) หากสัดส่วนการติดตั้งเพิ่มขึ้นถึงระดับ 10% ตามมาตรการจูงใจของภาครัฐ คาดว่ามูลค่าการติดตั้งอาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาท (ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่)
สำหรับแผนระยะยาว ทางโบรกเกอร์มีมุมมองว่าภาครัฐมุ่งเน้นการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในธุรกิจพลังงานมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังคงใช้ระบบผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer: ESB) แต่ล่าสุดได้มีการอนุมัติโครงการนำร่องสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ในขนาด 2 กิกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมุ่งเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังดาต้าเซ็นเตอร์และภาคการผลิตเป็นหลัก โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่านโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ Smart Grid

