
“ดาวโจนส์” ปิดร่วง 443 จุด วิตกสงครามดันเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง
“ดาวโจนส์” ปิดร่วง 443 จุด ขณะที่ S&P500 ต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังนักลงทุนกังวลสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้นกดดันบรรยากาศลงทุนทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงแรงในวันศุกร์ (20 มี.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมากขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,577.47 จุด ลดลง 443.96 จุด หรือ -0.96%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,506.48 จุด ลดลง 100.01 จุด หรือ -1.51% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,647.61 จุด ลดลง 443.08 จุด หรือ -2.01%
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยกองทัพสหรัฐฯ ส่งเรือยกพลขึ้นบกพร้อมกำลังทหารนาวิกโยธินและลูกเรือหลายพันนายไปยังภูมิภาค ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวและการต่อต้านของประเทศ
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ตลาดเริ่มยอมรับแล้วว่าสถานการณ์นี้อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดไว้ตอนแรก และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดถูกเทขาย โดยสงครามอาจไม่ใช่แค่ไม่กี่สัปดาห์ แต่อาจลากยาวเป็นหลายเดือน
หุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลง โดยหุ้น Nvidia และหุ้น Tesla ร่วงลงมากกว่า 3% ขณะที่หุ้น Alphabet, Meta Platforms และ Microsoft ปรับตัวลงราว 2%
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 สอดคล้องกับแรงขายในพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษและยุโรป เนื่องจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ยังคงมีความกังวลด้านเงินเฟ้อ
ข้อมูลจาก FedWatch ของ CME ชี้ว่า ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2569
จากหุ้นทั้งหมด 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P500 นั้น มี 9 กลุ่มที่ปรับตัวลง โดยกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 4.11% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ร่วง 3.15%
ดัชนีกลุ่มพลังงานของ S&P500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลของ LSEG โดยได้แรงหนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง
ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P500 ลดลง 1.9% ขณะที่ Nasdaq และดาวโจนส์ลดลงมากกว่า 2% และนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 5.4%, Nasdaq ลดลง 4.5% และดาวโจนส์ลดลงเกือบ 7% โดยทั้งสามดัชนีหลักเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอลงในตลาด
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Super Micro Computer ร่วงลง 33% หลังมีบุคคล 3 รายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทถูกตั้งข้อหาลักลอบนำเทคโนโลยี AI มูลค่าอย่างน้อย 2.5 พันล้านดอลลาร์ไปยังจีน ขณะที่คู่แข่งอย่างบริษัท Dell ปรับตัวขึ้น
ด้าน FedEx ซึ่งมักถูกมองเป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ ออกคาดการณ์เชิงบวกและระบุว่าอุปสงค์ทั่วโลกยังทรงตัว แม้เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกือบ 1%
