
“พบชัย” ชี้สงครามดันน้ำมันพุ่ง-ดอลลาร์แข็ง กด SET ผันผวน แนะเล่นหุ้นพลังงาน-ปันผลสูง
“พบชัย” ประเมิน SET ยังผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง ดันน้ำมันแพง ดอลลาร์แข็ง และบาทอ่อน กดเงินทุนต่างชาติชะลอไหลเข้า จับตาแนวรับ 1,410-1,400 จุด หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ 1,390-1,385 จุด แนะเข้าเร็วออกเร็ว เน้นหุ้นพลังงาน-ปันผลสูงเก็งกำไรระยะสั้น
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index)วันนี้ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันนี้ยังมีความเสี่ยงอ่อนตัวต่อเนื่องตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเผชิญแรงขายจากความกังวลต่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ประเมินแนวรับสำคัญของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ไว้ที่บริเวณ 1,410-1,400 จุด โดยหากหลุดระดับ 1,400 จุดลงไป อาจมีโอกาสถอยลงไปทดสอบบริเวณ 1,390-1,385 จุด ซึ่งเป็นฐานต่ำเดิมที่ตลาดเคยมีแรงซื้อกลับ ขณะที่กรอบบนระยะสั้นประเมินไว้ที่บริเวณ 1,440 จุด พร้อมมองว่าพฤติกรรมการลงทุนในช่วงนี้จะเป็นลักษณะ “เข้าเร็ว-ออกเร็ว” มากขึ้น โดยเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นตามจังหวะตลาด เนื่องจากความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง และแรงซื้อแรงขายสามารถเปลี่ยนทิศได้รวดเร็วภายในวัน
อย่าไงก็ตามปัจจัยที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยไม่ให้อ่อนตัวแรงเท่าบางตลาดในภูมิภาค มาจากโครงสร้างตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีค่อนข้างมาก ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงประคองระยะสั้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามที่ยังไม่คลี่คลาย
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ มองว่ายังไม่กลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาจะเริ่มมีแรงซื้อกลับบ้าง โดยเป็นการซื้อในวงเงินไม่มากนัก และในวันศุกร์ก่อนหน้าซื้อสุทธิราว 900 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ ทั้งจากปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของทิศทางราคาน้ำมัน การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทที่ทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้การเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น
นอกจากนี้แรงจูงใจจากฤดูกาลเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยเริ่มลดลง หลังจากหลายบริษัททยอยขึ้นเครื่องหมาย XD ไปมากแล้ว จึงทำให้ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติอาจไม่โดดเด่นเท่าช่วงหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนยังรอติดตามความชัดเจนของปัจจัยในประเทศ ทั้งการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ในมุมมองค่าเงินหากสถานการณ์สู้รบยังยืดเยื้อ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าต่อในฐานะสกุลเงินปลอดภัย และจะเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม ทั้งตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ดีหากเกิดสงครามหยุดยิงหรือสถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย เงินดอลลาร์อาจกลับมาอ่อนค่าได้บ้าง แต่การอ่อนค่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันควบคู่กัน
ส่วนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2569 สูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลดลงจากเดิม 1.7% เหลือเพียงประมาณ 1.0% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดมีโอกาสลดลงจาก 95 บาท เหลือ 91 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะกดดันระดับเป้าหมายดัชนีในเชิงพื้นฐาน โดยหากอิงค่า PER ที่ 16 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีราว 1,450 จุด แต่หากตลาดซื้อขายบน PER 14 เท่า เป้าหมายอาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,275 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน InnovestX แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยถือเงินสดหรือสลับไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นอาจเลือกเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันต้นน้ำ เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และราคาถ่านหินบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รวมถึงหุ้นเดินเรือและขนส่งทางเรือบางส่วน เช่น TTA และ PRM
อีกกลุ่มที่มองว่าน่าสนใจคือหุ้นที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา หรือสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้(หุ้นสินค้าจำเป็น) เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และหุ้นโรงพยาบาลได้แก่ BDMS, BCH
นอกจากนี้มีหุ้นปันผลสูงที่ยังมีความน่าสนใจในภาวะผันผวน อาทิ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ,บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)หรือ AP
อย่างไรก็ดีหากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มขยายวงกว้างจะยิ่งซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อและลดโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยในระยะต่อไป ซึ่งอาจเป็นผลลบต่อหุ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูง เช่น โรงไฟฟ้า สายการบิน และกลุ่มท่องเที่ยว ที่อาจได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง