
ASW โกยยอดขายไตรมาส 1 เฉียด 7 พันล. จ่อโอน 11 โครงการใหม่ 2.6 หมื่นล.
ASW โชว์ยอดขายไตรมาส 1/69 ทะลุ 6.8 พันลบ. โต 16% สวนกระแสเศรษฐกิจ จ่อบุ๊กรายได้โอน 11 โครงการใหม่ มูลค่า 2.6 หมื่นลบ. พร้อมจ่ายปันผล 0.50 บาท/หุ้น ยีลด์สูง 7% เตรียมขึ้น XD 30 เม.ย.นี้
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทายรอบด้าน บริษัทฯ ยังสามารถรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) สามารถทำยอดขายจากโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมได้รวมทั้งสิ้น 6,854 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 37% ของเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ในระดับ 18,500 ล้านบาท
ความสำเร็จของยอดขายดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin) ซึ่งเป็นโครงการ Leisure Residence ใกล้หาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ที่ทำยอดจองไปแล้วกว่า 65%, โครงการแคมปัสคอนโด “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท และโครงการ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) ช้อปเฮ้าส์บนคอมมูนิตี้แห่งใหม่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต มูลค่ารวม 255 ล้านบาท โดยสองโครงการหลังได้เปิดรอบพิเศษ VVIP ไปเมื่อวันที่ 27-28 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากโครงการที่เปิดขายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ “โคราลิน่า กมลา” (Coralina Kamala) และ “เดอะ บาลโคนี ในยาง” (The Balcony Naiyang) รวมถึงอีเวนต์แรกของปีอย่าง “AssetWise Funtastic Deal” ที่สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 1,200 ล้านบาท
สำหรับยอดพรีเซลของ ASW ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยบริษัทพบสัญญาณบวกจากการตัดสินใจซื้อของลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 สัปดาห์หลังเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ในระยะสั้นประเมินว่านักท่องเที่ยวบางส่วน เช่น กลุ่มตะวันออกกลางและบางประเทศในยุโรป อาจชะลอตัวลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน แต่ในระยะยาวบริษัทมีความเชื่อมั่นว่าจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Destination) ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยปัจจัยบวกด้านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ และสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าระยะยาว ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) และกลุ่มพำนักระยะยาว (Long-stay) จากทั่วโลกที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ปัจจัยบวกในประเทศ ทั้งความชัดเจนทางการเมือง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% แนวโน้มเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงต่อเนื่องซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ตลอดจนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนปรนเงื่อนไข LTV ที่จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดย ASW ยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และบริหารจัดการสต๊อกสินค้า (Inventory) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวพัฒนาด้วยต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ทำให้บริษัทสามารถคงระดับราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทมีแผนทยอยส่งมอบโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่ารวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการรับรู้รายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.โครงการโมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) มูลค่า 1,800 ล้านบาท 2.โครงการเคฟ ลูมินัส บางมด (Kave Luminous Bangmod) มูลค่า 1,200 ล้านบาท 3.โครงการโมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) มูลค่า 2,200 ล้านบาท 4.โครงการเคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) มูลค่า 1,160 ล้านบาท 5.โครงการเดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท และ 6.โครงการเดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสองโครงการหลังพัฒนาโดย บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ
นอกจากนี้ ASW ยังมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน โดยเตรียมเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมและผลการดำเนินงานงวด 12 เดือนของปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 7% เมื่ออ้างอิงจากราคาปิดสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมฯ ในวันที่ 23 เมษายน 2569 และมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เมษายน 2569

