
ASW ตุนแบ็กล็อกทะลัก 3.8 หมื่นลบ. เดินหน้าโอน 4 โครงการ ดันรายได้ปีนี้นิวไฮ
ASW กางแผนโอน 4 บิ๊กโปรเจกต์ 1.3 หมื่นลบ. ตุนแบ็กล็อกยาวถึงปี 71 ทะลุ 3.8 หมื่นลบ. ชู "ภูเก็ต" เป็น Growth Engine ปั๊มยอดขายปีนี้ 1.85 หมื่นลบ. ทำนิวไฮ รับอานิสงส์รัฐหั่นดอกเบี้ย-ต่อ LTV
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (มกราคม-มีนาคม 2569) ว่า บริษัทสามารถทำรายได้รวม 2,162 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จใหม่ ได้แก่ โครงการ “โมดิซ อาวองการ์ด” (Modiz Avantgarde) มูลค่า 1,800 ล้านบาท, โครงการ “เคฟ ลูมินัส บางมด” (Kave Luminous Bangmod) มูลค่า 1,200 ล้านบาท และโครงการ Leisure Residence ที่พัฒนาโดย บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ คือ โครงการ “เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง” (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ที่สามารถสร้างเสร็จเร็วกว่าแผนและเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก รวมไปถึงโครงการที่ยังมียอดโอนโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ เดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา (THE TITLE Legendary Bang-Tao) และ เคฟ วันเดอร์แลนด์ (KAVE Wonderland)
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ ASW มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูงถึง 41% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 230 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายกรมเชษฐ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่ง และเป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าที่มั่นคงของ ASW ตลอดระยะเวลา 5 ปีในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัทยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดีทั้งในด้านรายได้ ผลกำไร และยอดขายรวม (Presale) ที่ทำได้ 6,854 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ 18,500 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยเฉพาะในทำเลยุทธศาสตร์ (Strategic Location) อย่างจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและมีศักยภาพ ส่งผลให้ช่วงไฮซีซั่นที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายได้เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผ่านเครือข่ายตัวแทนขายที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพได้ตามแผนงานที่วางไว้
สำหรับการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ที่เตรียมโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 13,360 ล้านบาท ได้แก่ 1. โมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) คอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยศรีปทุม 2. เคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) แคมปัสคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร และกลุ่ม Leisure Residence จำนวน 2 โครงการใหญ่ คือ 3. เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) และ 4. เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) ขณะที่ภาพรวมบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มูลค่าทั้งสิ้น 38,010 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571
ทั้งนี้ ASW ยังคงเดินหน้าธุรกิจตามแผน “EMPOWERING THE FUTURE” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล และจังหวัดภูเก็ตไปแล้ว 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 4,855 ล้านบาท ล่าสุดในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้ต่อยอดความสำเร็จบนทำเลหาดกมลา ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ “เดอะ ไทเทิล วิวาน่า กมลา” (THE TITLE Vivana Kamala) มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็น Leisure Condominium สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บนทำเลติด Mingle Crystal Lake และใกล้หาดกมลาเพียง 2 นาที นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการสต๊อก (Inventory) ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันผลงานภาพรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
นายกรมเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญที่สุด ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน บริษัทมองว่ามาตรการของภาครัฐ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% และการขยายระยะเวลามาตรการ LTV (Loan-to-Value) ออกไปอีก 1 ปี จนถึงเดือนมิถุนายน 2570 จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีความพร้อมสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
สำหรับ ASW ยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาดอยู่เสมอ โดยในปีนี้ตลาดยังมีจังหวัดภูเก็ตเป็นเครื่องยนต์หลัก (Growth Engine) ในการขับเคลื่อนทั้งยอดขายและรายได้ รวมถึงการมี Backlog และโครงการส่งมอบใหม่ตลอดทั้งปีมูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้และยอดขายที่ตั้งไว้ พร้อมกับการสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

