
โบรกแนะซื้อ SCGP ชูเป้า 22 บาท รับกำไรไตรมาส 1 โตเด่น
โบรกประเมิน SCGP ไตรมาส 1/2569 ฟันกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท ชี้ผลกระทบตะวันออกกลางจำกัด พร้อมคงคำแนะนำซื้อ เคาะเป้า 22 บาท คาดครึ่งปีแรกกวาดกำไร 47% ของเป้าทั้งปี
นางสาวจิตรา อมรธรรม นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางผลการดำเนินงานของ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP โดยคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ระดับ 1.1 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 10.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ขณะที่กำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้รับปัจจัยหนุนหลักจากอัตรากำไร (Margin) ที่ขยับตัวดีขึ้น แม้ว่าปริมาณการขายจะมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดยาวในหลายประเทศ เช่น เทศกาลตรุษจีน เทศกาลเต็ดในเวียดนาม และฮารีรายอในอินโดนีเซีย ส่งผลให้รายได้ประเมินว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อย 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 29.8 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม SCGP ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างจำกัด ประกอบกับต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) ที่ทรงตัวและยังอยู่ในทิศทางขาลง แม้ต้นทุนถ่านหินและค่าระวางเรือจะปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็ส่งผลกระทบไม่มากนัก ทำให้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 18.0%
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงชั่วคราวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปริมาณการขายที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล (Low Season) โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทย รวมถึงข้อจำกัดด้านการส่งออกของลูกค้าในบางตลาด อย่างไรก็ดี กำไรยังมีทิศทางเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายสินค้าที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโพลิเมอร์ (Polymer) และเยื่อกระดาษ (Dissolving pulp) ขณะที่ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 15% ของต้นทุนขายรวม
ทั้งนี้หากกำไรปกติในไตรมาส 1/2569 ออกมาตามคาด จะคิดเป็นสัดส่วน 26% ของประมาณการทั้งปี และคาดว่ากำไรในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะคิดเป็นสัดส่วนราว 47% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปีที่ประเมินไว้ระดับ 4.4 พันล้านบาท ซึ่งจะเติบโต 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฝ่ายวิจัยจึงยังคงประมาณการและให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SCGP โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 22.00 บาท อิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) พร้อมมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันมีความน่าสนใจ เนื่องจากซื้อขายอยู่ในระดับ -1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของค่าเฉลี่ย P/E, P/BV และ EV/EBITDA ในอดีต