SCGP ย้ำรายได้ปีนี้ 1.3 แสนลบ. อัดงบลงทุนหมื่นล้านทรานส์ฟอร์มธุรกิจ

SCGP อวดกำไรไตรมาส 1 ทะยาน 74% แตะ 1,516 ล้านบาท รับอานิสงส์ยอดขายอินโดนีเซียฟื้นตัว-บริหารต้นทุนพลังงานเยี่ยม มั่นใจรายได้ทั้งปีทะลุ 1.3 แสนล้านบาท เดินหน้าอัดงบลงทุนหมื่นล้านเสริมแกร่งธุรกิจ


นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,294 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายและราคาเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับผลกระทบจากช่วงวันหยุดยาวในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถทำกำไรสุทธิได้ 1,516 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 5% ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างโดดเด่น มาจากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถบริหารจัดการต้นทุนและปรับโครงสร้างพลังงาน (Energy Mix) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 110 ล้านบาทในไตรมาสแรก รวมไปถึงการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากกิจการโรงงานกล่องบรรจุภัณฑ์ Mypack ส่งผลให้ SCGP มีส่วนแบ่งการตลาดบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นแตะระดับ 33% นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค (Consumer Packaging) ของบริษัทฯ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48% สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้

ด้าน นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ผู้บริหาร SCGP กล่าวเสริมถึงผลประกอบการแยกตามสายธุรกิจว่า ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร (Integrated Packaging) มีรายได้ 22,815 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทางด้าน EBITDA กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 24% สะท้อนการทำกำไรที่ดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous) มีรายได้ 5,957 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการย่อตัวของราคาสินค้าและการแข็งค่าของเงินบาท

ด้านฐานะทางการเงิน SCGP ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยหนี้สินสุทธิปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่งบลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 1 บริษัทฯ มีการใช้จ่ายไป 1,236 ล้านบาท จากงบประมาณรวมทั้งปีที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งงบดังกล่าวจะแบ่งเป็นการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและการควบรวมกิจการ (M&A) ราว 5,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี นายวิชาญ ประเมินว่าปริมาณการขายในไตรมาสที่ 2 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากจำนวนวันหยุดที่น้อยลง ส่วนในไตรมาสที่ 3 และ 4 อาจเผชิญกับความต้องการที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยราว 2-4% เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มั่นใจว่าเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่ระดับ 130,000 ล้านบาท จะสามารถทำได้ทะลุเป้าหมายอย่างแน่นอน ตามทิศทางการปรับขึ้นของราคาขายที่สอดคล้องกับต้นทุน รวมถึงการมุ่งเน้นกลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity)

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (TCFD) และความหลากหลายทางชีวภาพ (TNFD) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Nature Positive ภายในปี 2573 รวมถึงมุ่งรักษามาตรฐานระดับ A จากการประเมิน MSCI ESG Rating โดยตั้งเป้าหมายยกระดับสู่ระดับ AA ในอนาคตต่อไป

Back to top button