
ถอดบทเรียน IPO ไทยปี 68 และก้าวต่อไปในสมรภูมิอาเซียน
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายท่านที่ติดตามข่าวสารตลาดทุนอาจสังเกตเหมือนกันว่า ตัวเลขการระดมทุนผ่านหุ้น IPO ของไทยในปี 2568 ดูเงียบลงพอสมควร
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายท่านที่ติดตามข่าวสารตลาดทุนอาจสังเกตเหมือนกันว่า ตัวเลขการระดมทุนผ่านหุ้น IPO ของไทยในปี 2568 ดูเงียบลงพอสมควร จนเกิดคำถามตามมาว่า ตลาด IPO ของบ้านเรากำลังชะลอตัวหรือไม่
หากย้อนดูตัวเลขจะเห็นภาพชัดขึ้นค่ะ ในปี 2567 ประเทศไทยมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 34 บริษัท ระดมทุนได้รวมเกือบ 2.9 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2568 จำนวนบริษัทลดลงเหลือ 20 บริษัท และมูลค่าการระดมทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ตัวเลขที่ลดลงอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าตลาด IPO ไทยกำลังซบเซา อย่างไรก็ตาม หากมองให้กว้างออกไป จะพบว่าภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยค่ะ รายงาน Global IPO Trends ปี 2568 ของบริษัท EY ชี้ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด IPO ทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และความระมัดระวังของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น
เมื่อซูมเข้ามาในระดับภูมิภาคอาเซียน ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนข้อมูลของ ก.ล.ต. ระบุว่า ในมิติของ “จำนวนบริษัทที่เข้ามาระดมทุน” ไทยยังคงอยู่ใน 3 อันดับแรกของภูมิภาค เคียงข้างมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่หากพิจารณาในมิติของ “มูลค่าการระดมทุน” ไทยจะอยู่ในอันดับที่ 6 รองจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม
ประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดจำนวนบริษัทของไทยยังอยู่ในระดับสูง แต่เม็ดเงินระดมทุนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ส่วนหนึ่งอาจมาจากภาวะเศรษฐกิจและสภาพคล่องในระบบ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนแนวทางการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของบริษัทที่จะเข้าตลาด”
ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดจากข้อมูลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566–2568) ซึ่งมีบริษัทสนใจเข้าสู่กระบวนการ IPO จำนวนกว่า 147 เคส แต่เมื่อผ่านขั้นตอนการพิจารณาแล้ว มี IPO ที่ถูกคัดกรองออกไปมากกว่า 40 เคส เนื่องจากระบบการควบคุมภายในหรือโครงสร้างการกำกับดูแลยังไม่แข็งแรงเพียงพอ และยังไม่มีความพร้อมในการจัดทำงบการเงินที่ถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินกำหนด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเข้ามาระดมทุนจากประชาชนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องมี “ระบบหลังบ้าน” ที่พร้อมพอสมควร โดยปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพิจารณาอนุญาตตามความเหมาะสม จึงสนับสนุนให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายในที่ดี ผ่านกลไก 3 แนวป้องกันของบริษัทจดทะเบียน หรือ 3 Lines of Defense เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นว่าธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างธุรกิจซับซ้อน จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงระบบควบคุมและตรวจสอบข้อมูลภายใน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน
นอกเหนือจากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์แล้ว อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “Gatekeepers” หรือผู้ทำหน้าที่เป็นด่านตรวจคุณภาพ เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี และผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาแนวทางกำกับดูแลเพิ่มเติม เพื่อให้กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสำคัญก่อนที่บริษัทจะเข้าสู่ตลาดทุน
ขณะเดียวกัน การแข่งขันของตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวน IPO หรือมูลค่าการระดมทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืนด้วย ก.ล.ต. จึงได้เริ่มผลักดันให้บริษัทในกลุ่ม SET50 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Corporate Value Up” ที่ดำเนินการร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยแผนการเพิ่มมูลค่ากิจการในระยะ 2 ปีข้างหน้า ทั้งในมิติของธุรกิจ นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลเชิงกลยุทธ์ประกอบการตัดสินใจมากยิ่งขึ้น
ซึ่งกลไกต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “Attractive Supply” ภายใต้ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย ที่คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย ร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพและคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน เพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลมากขึ้น
หากมองไปข้างหน้า สัญญาณในช่วงต้นปี 2569 เริ่มสะท้อนความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม ที่ผ่านมา มีการระดมทุนเสนอขาย IPO ไปแล้ว 1 หลักทรัพย์ ได้รับอนุมัติและพร้อมเสนอขาย IPO แล้ว 4 บริษัท อยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 5 บริษัท และยังมีบริษัทที่นัดหารือเบื้องต้นเพื่อเตรียมยื่น IPO อีก 38 บริษัท สะท้อนว่าความสนใจในการเข้าตลาดทุนยังคงมีอยู่ ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ก็มีแนวทางปรับกระบวนการพิจารณาให้มีความกระชับมากขึ้น
ในมุมมองของดิฉัน บทเรียนจากปี 2568 อาจกำลังสะท้อนว่า ตลาด IPO ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ แม้ตัวเลขในระยะสั้นอาจดูชะลอลง แต่ในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
และหากประเทศไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในสมรภูมิอาเซียน การพัฒนาระบบ IPO ที่ส่งเสริมทั้งการระดมทุนและการกำกับดูแลอย่างมีคุณภาพ ย่อมเป็นก้าวสำคัญของตลาดทุนไทยในระยะต่อไปค่ะ
คอลัมน์ชวนคิด ชวนคุย กับ ก.ล.ต.: โดยนางสาวอาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.

