CPF-BTG กอดคอวิ่ง! รับราคาหมูหน้าฟาร์มขึ้น 4 บาท/กก.

CPF-BTG กอดคอวิ่ง! หลังผู้เลี้ยงสุกรปรับขึ้นราคาหน้าฟาร์ม 4 บาท/กก. สู่ระดับ 66 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.69 รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (10 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ณ เวลา 10.28 น. อยู่ที่ระดับ 20.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 2.48% โดยทำจุดสูงสุดที่ 20.90 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 20.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 147.45 ล้านบาท

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF อยู่ที่ระดับ 19 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.06% โดยทำจุดสูงสุดที่ 19.10 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 18.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 163.49 ล้านบาท

ตอบรับเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศประกาศปรับขึ้นราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์

การปรับขึ้นราคาสุกรครั้งนี้ถูกมองเป็นปัจจัยบวกต่อ CPF และ BTG ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีธุรกิจสุกรและไก่เป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก เนื่องจากราคาขายสัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น มีโอกาสช่วยสนับสนุนรายได้และอัตรากำไรในช่วงถัดไป หากสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังภาวะอุปสงค์และอุปทานทยอยกลับเข้าสู่สมดุล แม้ว่าต้นทุนการเลี้ยงยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตในประเทศล่าสุดทรงตัวที่กิโลกรัมละ 34.50 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 37 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาสุกรมีชีวิตในประเทศไทยอยู่ที่กิโลกรัมละ 55.50 บาท ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตที่ประมาณ 55 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับราคาสุกรในประเทศเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 66,667 ดองต่อกิโลกรัม หรือราว 80 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะปรับลดลง 1.2% จากสัปดาห์ก่อน แต่ยังสูงกว่าต้นทุนการเลี้ยงที่ประมาณ 43,000 ดองต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาสุกรในจีนปรับลดลง 0.8% อยู่ที่ 9.56 หยวนต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 45.40 บาทต่อกิโลกรัม จากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับขึ้นราคาสุกรในประเทศจะช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อ CPF และ BTG ในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มเกษตรและอาหารในมุมมองระมัดระวัง (Bearish) โดยประเมินว่าราคาเนื้อสัตว์เฉลี่ยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มอ่อนตัว ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

บล.กสิกรไทย ระบุว่า ราคาสุกรในสัปดาห์นี้ปรับเพิ่มขึ้นราว 4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งคาดว่าได้รับแรงหนุนทางอ้อมจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการในกลุ่มเนื้อสุกร ขณะเดียวกันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด ที่ปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า มีแนวโน้มทยอยลดลงในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จากการเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต

นอกจากนี้ มองว่าระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ของ BTG ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ประมาณ 8.5 เท่า และคาดให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 4.6%

ด้าน บล.เอเอสแอล ระบุว่า BTG มียอดขายไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 28,367 ล้านบาท ลดลง 6.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,003 ล้านบาท ลดลง 47.1% จากปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศที่อ่อนตัวตามกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงต้นปี ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 14.9% จาก 17.7% ในปีก่อน

อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มได้รับผลดีจากแผนบริหารต้นทุน (Cost Transformation) ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนสินค้าและช่องทางจำหน่ายที่มีอัตรากำไรสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน กลุ่ม Food Service และ Modern Trade ซึ่งช่วยรักษาระดับอัตรากำไรได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตโดดเด่น โดยรายได้เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน จากการขยายกำลังการผลิต การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย และการเติบโตของตลาดส่งออก

ฝ่ายบริหารยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 ไว้ที่ 126,000-130,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3-7% พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 15-17% โดยคาดว่าการบริโภคภายในประเทศจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและปัจจัยฤดูกาลช่วงเปิดภาคการศึกษา

สำหรับธุรกิจส่งออกยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่ง BTG เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไทยที่ได้รับอนุญาตส่งออกสุกรไปยังมาเลเซีย อีกทั้งปัจจุบันมียอดสั่งซื้อล่วงหน้า (Advance Booking) รองรับการผลิตไปจนถึงช่วงไตรมาส 3-4/2569 แล้ว

นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 22% และเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอัตรากำไรสูง (High-margin Products) เป็น 60% ภายในปีนี้ เพื่อช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าเกษตรและเสริมความมั่นคงของผลประกอบการในระยะยาว

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ประเมินว่า BTG กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวของวัฏจักรกำไร จากการบริหาร Product Mix การควบคุมต้นทุน และการฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะราคาสุกรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/2569 จากภาวะอุปทานตึงตัวและมาตรการกระตุ้นการบริโภค

ขณะเดียวกัน ธุรกิจส่งออกและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ในระยะกลางถึงระยะยาว โดยบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/Equity) เพียง 0.64 เท่า ต่ำกว่าข้อกำหนดทางการเงิน (Debt Covenant) ที่ 2 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับ 6-7%

นอกจากนี้ การดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนในช่วงไตรมาส 1/2569 ยังช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ราว 0.4% และหนุนกำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5%

ทั้งนี้ บล.เอเอสแอล ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ BTG ในฐานะหุ้นเด่นกลุ่มการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออก (Export Play) โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 21.60 บาทต่อหุ้น จากปัจจัยสนับสนุนด้านกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ความชัดเจนของแนวโน้มกำไร และโอกาสการเติบโตในระยะยาว

Back to top button