“การบริหารที่ดีไม่ต้องรอของจากเรือ” ปตท.รับภาระสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้าน กันน้ำมันขาดแคลน

เมื่อน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรล ติดค้างกลางทะเล ปตท. เลือกไม่รอช้า และจัดหาแหล่งทดแทนทันที พร้อมเสียสละรับภาระสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้านบาท เพื่อให้ประเทศไม่สะดุดในวันที่โลกไม่แน่นอน


เมื่อเกิดวิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง จุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก โจทย์ของการบริหารย่อมเปลี่ยนทันที ไม่ใช่แค่ว่าจะซื้อน้ำมันได้ราคาเท่าไร แล้วขายได้เท่าไหร่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ประเทศยังมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ห่วงโซ่อุปทานโลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ประเด็นนี้สะท้อนชัดจากแนวคิดที่ว่า “การบริหารที่ดี ไม่ต้องรอของจากเรือ” ในภาวะวิกฤต การบริหารที่ดีไม่ใช่การรอให้สินค้าที่จัดหาไว้เดิมเดินทางมาถึงก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ แต่คือการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และเร่งจัดหาแหล่งทดแทนทันที เพื่อปิดความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามจนกระทบต่อประเทศในวงกว้าง

ปตท. ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และเร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก โดยปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบออกนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่จัดหาล่วงหน้าจำนวน 2 ล้านบาร์เรล บรรทุกอยู่บนเรือ Serifos และติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 แทนที่จะ “รอของจากเรือ” ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบทดแทนทันทีจากแหล่งผลิตนอกภูมิภาค ทั้งในแอฟริกาตะวันตก อเมริกา และเอเชียกลาง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขนส่งที่ล่าช้าเกินกำหนด

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากแหล่งใหม่สูงกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” ครั้งนี้จึงไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่เป็นต้นทุนของการบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญผลกระทบที่หนักกว่าในภายหลัง

วิกฤตพลังงานยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินขององค์กรด้วย กลุ่ม ปตท. ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • หลักประกันการจัดซื้อ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
  • เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท
  • เงินค้างของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ราว 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปตท. ไม่ได้รับเพียงต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ยังต้องรองรับภาระทางการเงินจำนวนมากเพื่อประคองทั้งระบบในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกผันผวนรุนแรง นี่คือภาพของการบริหาร Supply Chain, Cash Flow และความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน

ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ”

บทบาทขององค์กรพลังงานขนาดใหญ่ในช่วงวิกฤตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ หากแต่เป็นแนวรับสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนไม่สะดุด คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมต้นทุนถึงสูงขึ้น” แต่คือ “หากไม่ตัดสินใจแบบนั้น ประเทศจะเสียหายมากกว่านี้แค่ไหน”

“การบริหารที่ดี ไม่ต้องรอของจากเรือ” ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงต้นทุน แต่คือการเลือกแบกรับต้นทุน ในเวลาที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประเทศสะดุดในวันที่โลกไม่แน่นอน

Back to top button