
“รับเหมา” ตีปีก! รัฐอัดฉีดเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านลบ.-ชดเชยค่า K โบรกชู STECON-PYLON เด่น
กลุ่มรับเหมาฯ ตีปีก! รับอานิสงส์รัฐเร่งเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาท พ่วงมาตรการอุ้มต้นทุน-แก้ค่า K หนุน Backlog ฟื้นตัวชัดเจน โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ "ซื้อ" ชู STECON-PYLON เป็นหุ้นเด่นรับเป้าหมายเติบโตแกร่ง หลังรัฐปลดล็อกเงื่อนไข TOR และเดินหน้าโครงการ Quick-Win ดันกำไรปี 69 โตเด่นยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังภาครัฐเดินหน้าเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อแนวโน้มงานในมือ (Backlog) และผลประกอบการของผู้ประกอบการในระยะถัดไป
หนึ่งในโครงการที่ตลาดจับตาคือ โครงการมอเตอร์เวย์สาย M82 หรือบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว หลังเงื่อนไขตามเอกสารประกวดราคา (TOR) ของกรมทางหลวงสะท้อนมูลค่าการลงทุนและมูลค่างานบริหารจัดการและบำรุงรักษา (O&M) ในระดับสูง โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.10 พันล้านบาท และมีมูลค่าปัจจุบันของงาน O&M ราว 1.60 หมื่นล้านบาท ภายใต้อัตราคิดลด 3% สำหรับรูปแบบค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ตลอดอายุสัมปทาน 32 ปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้รับเหมาภาครัฐจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยครอบคลุมทั้งการพิจารณาผ่อนผันเงื่อนไขสัญญาเป็นรายกรณี การปรับกรอบราคาน้ำมันดีเซลอ้างอิงสำหรับโครงการใหม่ การเร่งเบิกจ่ายค่าชดเชย K-factor และการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง โดยได้รับแรงหนุนจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความชัดเจนมากขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงพฤติกรรมการแข่งขันในการประมูลโครงการที่มีแนวโน้มสมเหตุสมผลมากขึ้น หลังการแข่งขันในอุตสาหกรรมลดลง
นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า กลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่มีโอกาสฟื้นตัวของ Backlog หลังผ่านช่วงวัฏจักรขาลงมาเป็นเวลานาน ขณะที่ความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับจำกัด เมื่อเทียบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสัญญา
สำหรับมาตรการสำคัญของภาครัฐ ได้แก่ การอนุญาตให้พิจารณาผ่อนผันสัญญาเป็นรายกรณี เช่น การยกเว้นสถานะผิดนัด การหยุดงานชั่วคราว การยกเลิกสัญญาพร้อมคืนหลักประกัน และการปรับแก้สัญญาที่ไม่ใช่งานก่อสร้างในกรณีที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังขยายช่วงราคาน้ำมันดีเซลอ้างอิงสำหรับการประเมินต้นทุนก่อสร้างภาครัฐเป็น 51.00–69.99 บาทต่อลิตร สำหรับโครงการใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าชดเชย K-factor ที่ได้รับอนุมัติ และปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณสำหรับสัญญาแบบปรับราคาได้ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า การปรับค่า K-factor จะช่วยให้การคำนวณต้นทุนสะท้อนภาวะเงินเฟ้อด้านต้นทุนได้ดีขึ้น โดยบริษัทที่มีสัดส่วนงานภาครัฐในมือ (Backlog) อดีตค่อนข้างสูง ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ที่ประมาณ 70%, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ที่ประมาณ 50%, บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ที่ประมาณ 50% และบริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON ที่ประมาณ 30%
ด้านแนวโน้มผลประกอบการ ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรปกติของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 1 ปี 2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความคืบหน้าของงานก่อสร้างในโครงการเดิมที่เร่งตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ STECON ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการไม่ต้องบันทึกผลขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีชมพูและสายสีเหลืองอีกต่อไป ภายหลังการปรับประเภทการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกบางส่วนอาจถูกหักล้างจากการไม่มีรายได้เงินปันผลจากบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ในไตรมาส 1 ปี 2569 เนื่องจากเงินปันผลคาดว่าจะเลื่อนไปรับรู้ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากเดิมที่เคยรับรู้ในไตรมาส 1 ปี 2568
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยเลือก STECON และ PYLON เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยแนะนำ “ซื้อ” STECON ให้ราคาเป้าหมาย 15.28 บาท และแนะนำ “ซื้อ” PYLON ให้ราคาเป้าหมาย 4.32 บาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม และโอกาสเติบโตจากงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐในระยะถัดไป
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายเร่งผลักดันโครงการลงทุนระยะเร่งด่วน หรือ Quick-Win มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือ การเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เช่น โครงการทางด่วนพระราม 2 และพระราม 3 กลุ่มที่สองคือ การเร่งรัดกระบวนการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อมแล้ว เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ M5 และ M9 โครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง โครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2
กลุ่มที่สามคือ การเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ เช่น โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck โครงการมอเตอร์เวย์ M8 โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง และโครงการขยายท่าอากาศยานสำคัญ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว
ASPS ประเมินว่า แผนเร่งลงทุนภาครัฐดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD, CK, STECON และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ จากโอกาสในการชนะงานใหม่และการเพิ่ม Backlog อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากปริมาณงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นในหลายโครงการพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มปูนซีเมนต์ ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL รวมถึงกลุ่มวัสดุโครงสร้าง เช่น บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ซึ่งคาดว่าผลบวกจะทยอยสะท้อนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลมีแผนเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จาก 70% เป็น 75% ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการกู้เงินเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 1.71 ล้านล้านบาท แต่ ASPS มองว่า การใช้รูปแบบโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ยังคงมีความสำคัญ เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ
โดย CK ถือว่ามีความได้เปรียบจากฐานะการเงินและประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงศักยภาพในการผนึกความร่วมมือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ขณะที่ STECON ภายใต้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีความพร้อมในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ
ฝ่ายวิเคราะห์ ASPS ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง “มากกว่าตลาด” โดยมองว่ากระแสการเดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ในระยะกลางถึงยาว พร้อมเลือก STECON เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ให้ราคาเป้าหมาย 13.50 บาท เนื่องจากมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PER) ต่ำกว่า CK
นอกจากนี้ STECON ยังมีประเด็นเก็งกำไรจากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่คาดว่าจะออกมาโดดเด่น จากการรับรู้เงินปันผลพิเศษจาก GULF ซึ่งเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อมุมมองเชิงบวกของฝ่ายวิจัยในระยะสั้น ขณะที่ระยะถัดไปยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเพิ่ม Backlog ตามแผนเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
โดยสรุป โครงการลงทุนภาครัฐและมาตรการสนับสนุนผู้รับเหมาถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากงานโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัวของ Backlog ได้แก่ STECON, PYLON, CK, ITD และ UNIQ ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่าง SCC, SCCC, TPIPL และ TASCO มีโอกาสได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากปริมาณงานก่อสร้างที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า

