CGSI ชี้ BH กำไร Q1 โตทะลุเป้ารับอานิสงส์ต่างชาติฟื้น เคาะซื้อเป้า 212 บาท

CGSI เผยกำไรไตรมาส 1/69 ของ BH โตทะลุคาดการณ์ แตะ 1,790 ล้านบาท รับอานิสงส์ผู้ป่วยต่างชาติพุ่ง ชี้ราคาหุ้นสะท้อนความกังวลแล้ว เป็นจังหวะเข้าสะสม เชียร์ "ซื้อ" เป้า 212 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,790 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งผลกำไรดังกล่าวออกมาสูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 22% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด (Bloomberg Consensus) 9% ปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทั้งนี้ กำไรสุทธิในไตรมาสแรกคิดเป็นสัดส่วน 24% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569 ทางฝ่ายวิเคราะห์จึงยังคงประมาณการผลการดำเนินงานของ BH ไว้ตามเดิม

สำหรับรายละเอียดรายได้ในไตรมาส 1/2569 BH มีรายได้รวมเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสามารถช่วยชดเชยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ BH ยังระบุว่ารายได้จากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยชาวเมียนมาและบังกลาเทศเติบโตโดดเด่นถึง 15.1% และ 25.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 65.7% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากระดับ 63.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าในไตรมาส 2/2569 BH อาจเริ่มได้รับผลกระทบบางส่วนจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง จึงประเมินว่ารายได้รวมของ BH ในปี 2569 น่าจะทรงตัว ก่อนที่จะกลับมาเติบโต 6% ในปี 2570

ในด้านความสามารถในการทำกำไร การเข้ามาใช้บริการจำนวนมากของผู้ป่วยต่างชาติและการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาล ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของ BH ในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 51.3% (เทียบกับ 50.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 51.1% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยคาดการณ์ว่า GPM เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 51.0% (จาก 51.7% ในปี 2568) นอกจากนี้ บริษัทยังบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A/รายได้) อยู่ที่ 16.8% (เทียบกับ 17.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 16.7% ในไตรมาสก่อนหน้า) และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 16.5%

ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น BH พบว่าปรับตัวลดลง 20% นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นการปรับตัวแย่กว่าตลาด (Underperform) เมื่อเทียบกับดัชนี SET ที่ปรับลดลงเพียง 3% ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยตะวันออกกลางที่อาจลดลงไปเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าวเริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย จึงมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าลงทุน โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมายที่ 212 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่า P/E ปี 2570 ที่ 24 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ประเมินความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) ของ BH ว่าอาจเกิดขึ้นหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างรุนแรง หรือเกิดการแพร่ระบาดของโรคครั้งใหญ่ ในทางกลับกัน ปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น (Upside Risk) ได้แก่ การยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว การไหลทะลักเข้ามาของผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้าน และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มสูงขึ้น

Back to top button