ล้างไพ่ Margin Call

ในที่สุดก็มีกูรูระดับโลกออกมาให้ความคิดเห็นต่อการปรับตัวลงแรงของสินทรัพย์ทั่วไลก ไม่ว่าจะเป็น ทอง เงิน และหุ้น ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเรื่อง Margin Call


ในที่สุดก็มีกูรูระดับโลกออกมาให้ความคิดเห็นต่อการปรับตัวลงแรงของสินทรัพย์ทั่วไลก ไม่ว่าจะเป็น ทอง เงิน และหุ้น ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเรื่อง Margin Call ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่งผลให้มีคำอธิบายมากมายต่อเรื่องดังกล่าวเยอะแยะไปหมด แต่อิฉันมาสะกิดใจตรงที่ต้นเหตุของการขายหนัก ๆ มาจากทองนะจะบอกให้

ที่น่าสนใจ “โมนิก้า” ก็เพิ่งรู้ว่า มีการ Leverage (การกู้ยืมเงิน) เพื่อเพิ่มกำลังซื้อทองเป็นจำนวนมาก แต่ทันทีที่ผู้คุมการเทรดทองเพิ่มหลักประกันสูงขึ้น ก็ทำให้บรรดานักเทรดดิ่งเทขายทองออกมาอุตลุด พร้อมกับเทขายสินทรัพย์อื่น ๆ ออกมาด้วย และเมื่อย้อนกลับไปดูช่วงต้นปีจะเห็นว่า ราคาทองร่วง 9% ภายในวันเดียว ส่วน (Silver) เงินร่วง 27% ซึ่งเป็นการ่วงลงแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และในเวลาเดียวกันหุ้นเทคก็ต้องอยู่ในสภาพที่ร่วงแรงเช่นกันนะคะ

โดยเหตุการณ์ดังล่าวเวียนมาซ้ำอีกครั้งในช่วงต้นเดือน มิ.ย. จนเกิดคำถามตามหลังขึ้นมาในทันทีว่า เกิดอะไรขึ้น? จนกูรูในแวดวงการลงทุนระดับโลกออกมาไขความกระจ่างว่า ทั้งหมดเป็นผลมาจากการมาร์จิ้นคอล 100% เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 67-69 ตลาดดังกล่าวพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยตลาดทองปรับขึ้นจากระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5.300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดเงินก็ขึ้นจะระดับ 30 เหรียญต่อออนซ์ ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนสแด็กก็ขึ้นจากระดับ 14,000 จุด ขึ้นไปยืนอยู่ที่ 27,000 จุดเจ้าค่ะ

สถานการณ์ดังกล่าวตีความได้ว่า เมื่อสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมมีการกู้ยืมเงินมาเล่นอย่างแน่นอน และเมื่อใครบางคนมีการเรียกหลักประกันเพิ่ม หลังเล็งเห็นความเสี่ยงที่เริ่มสูงขึ้น โบรกเกอร์เลยต้องร่อนจดหมายไปหาลูกค้าของตัวเองให้นำหลักประกันมาเติม ผลที่ตามมาก็คือ นักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์ออกมาอย่างหนักไงล่ะคะ

ตรงจุดนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสินทรัพย์ตัวหนึ่งถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม มักทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ตัวอื่น ๆ ตามไปด้วย พร้อมกับหันมาถือเงินสดเพื่อความคล่องตัว ซึ่งเปรียบไปก็เหมือนคนที่กำลังจมน้ำ ก็ต้องคว้าทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวไว้ก่อน ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทอง เงิน และหุ้นถูกขายรัว ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ผนวกกับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ดีกว่าคาด จึงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อไงพะยะค่ะ

สถานการณ์ตรงนี้แหละที่ทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้น เพราะต้องการเอาเงินไปลงทุนในพันธบัตรที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่า แถมยังเป็นเซฟโซนในช่วงที่สินทรัพย์อื่น ๆ มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงอีก แม้หุ้นกลุ่มเทคมีผลประกอบการที่ดีกว่าคาด แต่ก็มีความกังวลจากเรื่องการลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจทำให้ผลประกอบการในอนาคตโตไม่ทันตามที่คาดหวังนะตัวเอง

โดยสิ่งที่ “โมนิก้า” ได้รับรู้ข้อมูลจากการรวบรวมที่ต่าง ๆ ก็ชี้ให้เห็นว่า ทอง เงิน และหุ้น ที่ดูแล้วอาจปรับตัวลงแรงนั้น แต่ก็ยังมีราคาที่สูงกว่าเมื่อปีก่อน ๆ อยู่ดี แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาในตอนนี้คือเรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งมีประเด็นหลักอยู่ที่ 2 เรื่องใหญ่คือ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไหม? และเรื่องสงครามช่องแคบฮอร์มุซ? เพราะมีผลต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ

นั่นก็คือ หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เงินก็จะไหลออกจากสินทรัพย์ต่าง ๆ ไปที่ตลาดพันธบัตร ขณะเดียวกันหากยังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ราคา “ทอง” กับ “น้ำมัน” ก็จะทะยานขึ้นใหม่อีกรอบ “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับเรียนรู้เรื่องดังกล่าวแบบจริงจัง เพราะในอนาคตคงได้เห็นวัฏจักรแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง และอย่าลืมว่า ทั้งหมดไม่ใช่อวสานของสินทรัพย์ต่าง ๆ แต่เป็นแค่อาการสะดุดชั่วคราวนะจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button