
CIVIL เดินหน้าปี 69 ดันแบ็กล็อก 1.36 หมื่นล้าน รับรู้รายได้ต่อเนื่อง
CIVIL จัดประชุมผู้ถือหุ้นปี 2569 รับทราบผลประกอบการปี 2568 พร้อมเผยทิศทางปีนี้ เดินหน้ารับรู้รายได้จาก Backlog 13,578 ล้านบาท เตรียมเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ยกระดับศักยภาพองค์กร ควบคู่บริหารต้นทุน กระแสเงินสด
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ผู้นำบริษัทก่อสร้างครบวงจรชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติรับรองรายงานและรับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 4,899 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง 4,430 ล้านบาท มาจากงานทางเป็นหลักคิดเป็นสัดส่วน 50.44 % รองลงมาคืองานทางรถไฟ งานเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ และงานโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ โดยส่งมอบงานสำเร็จ 22 โครงการ มูลค่ากว่า 2,599 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวม 8,536 ล้านบาท และยังคงบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนความสามารถในการดำเนินงานและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทเชื่อว่าจะสามารถดำเนินงานและทยอยรับรู้รายได้จากการส่งมอบโครงการได้ตามแผน โดยเฉพาะงานในมือที่ยังคงสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมติดตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเร่งการส่งมอบงานได้ตามกรอบเวลา และบางโครงการมีศักยภาพในการส่งมอบได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรับรู้รายได้และกระแสเงินสดของบริษัทในระยะถัดไป
ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่ลงนามสัญญาแล้วมูลค่า 13,578 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี อีกทั้งเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมการขยายการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเสริมฐานรายได้และสร้างการเติบโตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรและเพิ่มมูลค่าในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ CIVIL FAST ครอบคลุมการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการบริหารเชิงรุก ได้แก่ การเลือกงานถูกต้องและเหมาะสม การควบคุมต้นทุนและบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การบริหารโครงการและการส่งมอบงาน ควบคู่กับการยึดหลักธรรมาภิบาลและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและส่งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบ โดยวางแผนและควบคุมต้นทุนในทุกขั้นตอนของโครงการ ทั้งด้านแรงงาน วัสดุก่อสร้าง และต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่ยังมีความผันผวน พร้อมทั้งบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทยกระดับประสิทธิภาพการก่อสร้างผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ระบบดิจิทัลและ BIM มาใช้ในการบริหารโครงการ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และลดต้นทุนการก่อสร้าง ควบคู่การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
พร้อมกันนี้ CIVIL ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยในปี 2568 บริษัทได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AA และได้รับการประเมิน CGR ระดับ 5 ดาว “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน
“ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว CIVIL ยกระดับการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ FAST ซึ่งเน้นความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการบริหารโครงการ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของปัจจัยแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทุกมิติ มุ่งเน้นการควบคุมต้นทุน การบริหารทรัพยากร และการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว” นายปิยะดิษฐ์ กล่าว

