ราคา “น้ำมัน” ไม่ลดตามตลาดโลก ต้องมองให้ครบทั้ง Value Chain

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการประกาศปรับลดลงแล้ว แต่ราคาหน้าปั๊มอาจไม่ได้ปรับลงตามในทันที


แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการประกาศปรับลดลงแล้ว แต่ราคาหน้าปั๊มอาจไม่ได้ปรับลงตามในทันที คนไทยจ่ายเงินเติมน้ำมันทุกสัปดาห์จึงเกิดข้อสงสัยว่าเงินค่าน้ำมันแต่ละลิตร กระจายอยู่ในส่วนใดของระบบบ้าง ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ราคาหน้าโรงกลั่น และราคาหน้าปั๊ม ถูกส่งผ่านอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทาน

ธุรกิจน้ำมันมีผู้เล่นหลายรายตลอดห่วงโซ่อุปทานหรือ Value Chain ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้าส่งหรือที่เรียกว่า Jobber ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน แต่ละส่วนมีโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบกำไรที่แตกต่างกัน การถกเถียงสาธารณะที่ผ่านมามักให้ความสำคัญกับโรงกลั่นเป็นหลัก ทั้งที่ราคาน้ำมันหนึ่งลิตรยังประกอบด้วยต้นทุนและส่วนต่างจากอีกหลายส่วนใน Value Chain ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะโรงกลั่นเป็นจุดที่มองเห็นได้ชัดที่สุด แต่การจำกัดการตรวจสอบอยู่เฉพาะจุดเดียวอาจทำให้ภาพรวมคลาดเคลื่อน และนำไปสู่นโยบายที่ไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

มี 3 มิติ ที่ประชาชนและนักลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนสังเคราะห์ภาพรวมด้วยตัวเอง

มิติแรกคือเงินลงทุน โรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงมาก หรือที่เรียกว่า CAPEX ระดับหลักแสนล้านบาท ทั้งการก่อสร้าง การปรับปรุงประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงตามรอบ และการยกระดับคุณภาพน้ำมันให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 5 ปี ด้วยเงินก่อสร้างสูงระดับหมื่นถึงแสนล้านบาท และใช้เวลาคืนทุนมากกว่า 10 ปี

มิติที่สองคือกำไรต่อหน่วย แหล่งข่าวในแวดวงพลังงานระบุว่า

ขณะที่ภาครัฐมีข้อเสนอให้โรงกลั่นช่วยลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่โรงกลั่นกลับมีกำไรเหลือในระดับไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร ตามข้อมูลที่ถูกหยิบยกมา ตัวเลขนี้ฟังดูไม่สมดุล หากต้องการปรับโครงสร้าง เพื่อควบคุมราคา ภาครัฐควรมองธุรกิจน้ำมันทั้ง Value Chain เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องในการสำรองน้ำมันดิบ และกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้ในอนาคต

มิติที่สามคือความเสี่ยง โรงกลั่นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าเป็นเดือน หรือประมาณ 1–2 เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต จึงรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน ค่าขนส่ง และต้นทุนทางการเงินในช่วงเวลาดังกล่าว

สิ่งที่สังคมต้องการในตอนนี้ไม่ใช่การตัดสินบนข้อมูลเพียงบางส่วนของห่วงโซ่อุปทาน แต่คือการเปิดเผยข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อย่างโปร่งใส ทั้งกำไรของโรงกลั่น ต้นทุนโลจิสติกส์และคลังน้ำมัน ค่าการตลาดของผู้ค้าปลายทางและสถานีบริการ รวมถึงโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันที่ซ้อนอยู่ในราคาทุกลิตร เมื่อประชาชนเข้าถึงข้อมูลครบถ้วนได้จริง การตัดสินใจว่าใครควรรับผิดชอบอะไรจึงจะเป็นของสังคม ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

Back to top button