
นิคมคึก! BOI ดันยอดลงทุน Q1 นิวไฮทะลุ 1 ล้านลบ. ชู AMATA-WHA ตัวท็อป รับดาต้าเซ็นเตอร์
โบรกมองบวกกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม หลังบีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาส 1/2569 แตะ 1.02 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส รับแรงหนุนดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์เซอร์วิส พร้อมแนะ AMATA-WHA เป็นหุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสการลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสที่ได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี AI กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ให้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมองไทยเป็นฐานลงทุนสำคัญในภูมิภาค ขณะเดียวกันยังเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีโอกาสรองรับความต้องการใช้พื้นที่จากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ระยะสั้นยังต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อทิศทางยอดขายที่ดิน
ด้าน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1/2569 ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 624 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนเงินลงทุนสูงสุดกว่า 873,741 ล้านบาท หรือคิดเป็น 86% ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสขนาดใหญ่จากต่างชาติ
สำหรับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 837,941 ล้านบาท อังกฤษ 47,150 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22,593 ล้านบาท จีน 17,327 ล้านบาท ฮ่องกง 16,097 ล้านบาท ไต้หวัน 14,679 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 1,282 ล้านบาท เนเธอร์แลนด์ 915 ล้านบาท มาเลเซีย 625 ล้านบาท และสวีเดน 352 ล้านบาท
ด้านฝ่ายนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการดังกล่าว เนื่องจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1/2569 ไม่เพียงทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส แต่ยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 54% ของยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,876,653 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ทำให้ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับอาจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นหลัก โดยหากตัดอุตสาหกรรมดิจิทัลออกไป จะพบว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจอื่นอยู่ที่ 143,221 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับปกติของคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรายไตรมาส
ขณะเดียวกัน การที่ BOI ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการลงทุนสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงช่วยป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
นอกจากนี้ BOI ยังกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องเสนอแผนงานสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการ SMEs ไทย หรือการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนก่อนใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโครงการลงทุนประเภทดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม
สำหรับมุมมองต่อกลุ่มผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวก และเลือกบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เป็นหุ้นเด่น หรือ Top Pick เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีการกระจายตัวของกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง ซึ่งรวมถึงลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย
ทั้งนี้ คาดว่า 100% ของยอดขายที่ดินในไตรมาส 1/2569 ของ AMATA และ 90% ของยอดขายที่ดินของ WHA ในช่วงเดียวกัน มาจากลูกค้าในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยอดขายที่ดินของอุตสาหกรรมโดยรวมอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดขายที่ดินอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และเป็นปัจจัยกดดันทิศทางราคาหุ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อเกินเดือนมิถุนายน ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่ายอดขายที่ดินมีโอกาสฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

