“บล.กรุงศรี” มอง SET ปรับฐาน รับผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน ชู KBANK-KTB-ADVANC เด่น

KSS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้เสี่ยงเข้าสู่รอบปรับฐานจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์หลังสหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระทบสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยพยุงจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว รวมถึงความคาดหวังเม็ดเงินใหม่จากกองทุน TISA ที่คลังเตรียมหารือ FETCO ในวันนี้ ชูหุ้นเด่นรับอานิสงส์ KBANK, KTB และ ADVANC


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในวันนี้มีแนวโน้มเข้าสู่รอบ “ปรับฐาน” โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,578 – 1,584 จุด และแนวรับที่ 1,553 – 1,545 จุด ปัจจัยทางจิตวิทยาที่เข้ามากดดันตลาดในวันนี้มาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากสหรัฐอเมริกากลับมาโจมตีอิหร่าน สืบเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเมินว่าการเจรจากับอิหร่านใช้ระยะเวลายาวนานเกินไป ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงเทขายและกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

สำหรับประเด็นการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เกี่ยวกับโครงการบัญชีส่งเสริมการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ฝ่ายวิจัยมองว่าหากโครงการดังกล่าวมีความชัดเจน จะช่วยหนุนดัชนี SET ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคาดหวังว่าเม็ดเงินใหม่ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะช่วยผลักดันดัชนีได้ราว 25 – 30 จุด และจะส่งผลดีโดยตรงต่อหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE

นอกจากนี้ ตลาดยังมีปัจจัยบวกเฉพาะกลุ่มจากการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New CAPEX cycle) ของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ ชะลอการเจรจาการค้า USMCA กับแคนาดาและเม็กซิโก ส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร KBANK, KTB, กลุ่มพลังงาน PTT, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ส่วนกลุ่มที่พื้นฐานระยะกลางแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการชะลอความขัดแย้ง (De-escalation) ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น นำโดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังคงมีปัจจัยช่วยประคองดัชนี โดยเฉพาะจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน (Energy) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของกำไรตลาดรวม หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พลิกฟื้นกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลบวกลบ ซึ่งสะท้อนการปรับตัวรับข่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 88.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังต่ำกว่าสมมติฐานทั้งปีที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กลุ่มพลังงานเพื่อความมั่นคง (Energy Security) โรงกลั่น และปิโตรเคมีระยะสั้น กลับมาเป็นตัวช่วยพยุงตลาด

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม ขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นตามความคาดหมาย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Stimulus) ที่กระทรวงการคลังเตรียมลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มยานยนต์และธนาคารที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เช่น บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ขณะเดียวกัน กระแสฟุตบอลโลก 2026 ที่ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มสื่อสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ADVANC และ IVL

สำหรับหุ้นเด่นประจำวัน (Daily Top Picks) ทาง บล.กรุงศรี แนะนำสะสม 3 หลักทรัพย์ ได้แก่:

1.KBANK (ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 232 บาท) ให้แนวรับ 195.5 – 194.0 บาท และแนวต้าน 200 – 204 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาต่ำกว่า 193 บาท) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ไทยเข้าสู่ New CAPEX cycle ซึ่งมีโอกาสเห็นการปรับเพิ่มมูลค่า (Re-rate Valuation) คล้ายอดีต รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโลกที่เร่งตัวขึ้น และการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่จะช่วยหนุนทิศทางกำไรในระยะสั้น

2.KTB (ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 38 บาท) ให้แนวรับ 33.5 – 32.75 บาท และแนวต้าน 35.5 – 36.5 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาต่ำกว่า 32.25 บาท) รับประโยชน์จาก New CAPEX cycle และผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่เร่งตัวขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ธนาคารยังมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งจากกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับ 6% และมีโอกาสเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) ได้ในระยะยาว

3.ADVANC (ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 417 บาท) ให้แนวรับ 349 – 344 บาท และแนวต้าน 361 – 368 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาต่ำกว่า 340 บาท) จัดเป็นหุ้นให้บริการที่มีความจำเป็นต่อผู้บริโภค กำไรยังอยู่ในรอบการเติบโต โดยขยายตัว 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรม มีโอกาสเติบโตระยะสั้นจากการรับประโยชน์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกร่วมกับ JAS ขณะที่ระยะกลางถึงยาวมีศักยภาพจากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4.0% ต่อปี

Back to top button